TOP

กว่าจะเป็นมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์! เปิดบทสัมภาษณ์ นิ้ง โศภิดา อุปสรรคและความมุ่งมั่นสู่เวทีระดับโลก

“นิ้งคิดว่าถ้าเกิดวันหนึ่งที่นิ้งไม่อยู่แล้ว อะไรที่นิ้งรู้สึกว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจที่สุดก็คือการประกวดนางงาม”

นิ้ง – โศภิดา กาญจนรินทร์ สาวงามผู้ครองตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์คนล่าสุด ผู้ซึ่งเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนรอบข้างที่บอกว่าเธอไม่มีทางทำได้ ให้กลายเป็นความสำเร็จ โดยใช้ความอดทน พยายาม และความเชื่อมั่น เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอเหมาะสมแล้วกับตำแหน่งนี้

และในโอกาสที่เธอกำลังจะปฏิบัติหน้าที่เป็นตัวแทนสาวไทยไปประกวดบนเวทีโลก เราจึงรีบคว้าตัวเธอมาพูดคุยสอบถามถึงความพร้อมและการเตรียมตัว ร่วมด้วยการถ่ายแฟชั่นเซ็ตสุดปังเรียกกระแสเสียงเชียร์ให้ดังกระหึ่มก่อนที่วันประกวดจริงจะมาถึง ซึ่งเธอได้เล่าให้ฟังถึงเหตุผลในการเข้าประกวดนางงามว่าเพราะนี่คือหนึ่งในความฝันของเธอตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็ก “ตอนเด็กๆ จะมีอยู่ 2 อย่างที่นิ้งฝัน คืออยากจะเป็นเจ้าหญิง แล้วก็อยากจะเป็นนางงาม อยากจะมีมงกุฎสวยๆ แต่การจะเป็นเจ้าหญิงคงไม่ได้ เลยหันมาสนใจนางงามเพราะเห็นว่าเขาสวยจัง อยากจะเป็นบ้าง ยิ่งตอนสมัยเรียนปี 2009 ที่ Stefanía Fernández เป็นมิสเวเนซูเอล่า ก็รู้สึกว่าผู้หญิงอะไรสวยจัง ยิ่งทำให้เราอยากจะไปประกวดเวทีมิสยูนิเวิร์สบ้าง แต่ทางครอบครัวก็ไม่ได้สนับสนุน จะบอกว่านิ้งอย่าเลย ทำงานเถอะ ไปเรียน business เถอะ ทำงานไฟแนนซ์เถอะ นิ้งก็เลยปิดกั้นตัวเอง ทั้งที่เราก็อยากจะเป็น แต่ก็ไม่เคยที่จะได้ออกมาทำสักที ตอนเด็กๆ ส่วนใหญ่คนจะพูดว่านิ้งเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ อ้วนดำ หูก็แหว่ง ไม่เคยมีใครคิดว่าเราจะเป็นนางงามได้ แต่นิ้งรู้สึกว่าเรามีไฟอยู่ข้างใน แล้วก็คอยบอกตัวเองว่าเราต้องทำได้สิแค่นี้เอง จนพอโตเต็มที่แล้ว อายุ 22 ทำงานมาเรียบร้อยแล้ว เป็นผู้ใหญ่พอ กล้าตัดสินใจ วันหนึ่งก็เลยรู้สึกว่า ‘มาค่ะ ต้องทำแล้วค่ะ’ คือตอนนั้นคุณย่าเพิ่งเสีย ทำให้คิดได้ว่าถ้าเกิดวันหนึ่งที่นิ้งไม่อยู่แล้ว อะไรที่นิ้งรู้สึกว่าถ้าไม่ทำแล้วจะเสียใจที่สุดก็คือการประกวดนางงาม”

แม้จะมุ่งมั่นตั้งใจแค่ไหน แต่สาวเก่งคนนี้ก็ยังต้องขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงได้มีการบนบานขอให้ติด 1 ใน 5 “เราก็ต้องมีการพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้างนิดหนึ่ง (หัวเราะ) ซึ่งที่บนไว้ก็คือขอให้ติด Top 5 เพราะคิดว่าได้มงกุฏน้อยๆ ก็ยังดี เอามาประดับความฝัน แต่ใจจริงเราเองก็คิดว่าเราน่าจะไปถึงตรงนั้นได้ เพราะนิ้งเรียกตัวเองว่าเป็น Dream Catcher เราจะมีความเป็นเลือดนักสู้ ไม่ท้อ ถึงแม้ว่าคนอื่นๆ ก็สู้เหมือนกัน แต่สิ่งที่นิ้งมีก็คือว่าเราสู้แบบมีการวางแผน ทุกๆ วันเราจะวางแผนแล้วว่าวันนี้ฉันจะแต่งตัวแบบไหน วันนี้ฉันจะครีเอ

ทลุคอะไรให้ทุกๆ คนว้าว ศึกษาจากการประกวดนางงามครั้งเก่าๆ จากยูทูป กูเกิ้ล”

ซึ่งเรื่องการดูแลตัวเอง เธอไม่ได้เริ่มต้นก่อนประกวดเท่านั้น แต่เพราะคนในครอบครัวรักสวยรักงาม จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เธอนั้นเริ่มต้นดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ “นิ้งชอบแต่งหน้าอยู่แล้ว เรื่องความสวยความงามนี่ทั้งบ้านจะชอบมาก เพราะได้มาจากคุณย่า ต้องขอบคุณคุณย่าเลยที่ทำให้นิ้งรู้จักวิธีการโปะแตงกวา บำรุงผิว แล้วก็ม้วนโรล ทาเล็บ คือที่บ้านจะเป็นแบบนี้ แต่ทำไมไม่ยอมให้เราประกวดก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน (หัวเราะ)

ซึ่งเรื่องการดูแลตัวเอง เธอไม่ได้เริ่มต้นก่อนประกวดเท่านั้น แต่เพราะคนในครอบครัวรักสวยรักงาม จึงเป็นแรงบันดาลใจให้เธอนั้นเริ่มต้นดูแลตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ “นิ้งชอบแต่งหน้าอยู่แล้ว เรื่องความสวยความงามนี่ทั้งบ้านจะชอบมาก เพราะได้มาจากคุณย่า ต้องขอบคุณคุณย่าเลยที่ทำให้นิ้งรู้จักวิธีการโปะแตงกวา บำรุงผิว แล้วก็ม้วนโรล ทาเล็บ คือที่บ้านจะเป็นแบบนี้ แต่ทำไมไม่ยอมให้เราประกวดก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน (หัวเราะ)

จำได้ว่าตอน 5 ขวบนิ้งก็มานั่งปอกแตงกวา หั่นแตงกวา แล้วเอามาโปะหน้าแล้วค่ะ คือเห็นย่าทำ เราก็เลยทำตามมาตั้งแต่เด็ก เพื่อนก็ถามตั้งแต่ตอนเด็กๆ ที่เรียนอยู่วัฒนาวิทยาลัย ว่าทำไมหน้าใสมากเลย เราก็เลยบอกเคล็ดลับการโปะแตงกวาให้ลองไปใช้ดู หน้าอาจจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ตอนโปะ คนอาจจะตกใจ แต่ว่ามันดีมากค่ะ ส่วนผิวพรรณนิ้งจะเน้นเรื่องการกิน ให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำเยอะๆ ดื่มทีเป็นลิตรเลย แล้วก็กินผักผลไม้ เช่น ฝรั่ง แล้วก็พวกเบอร์รี่ที่จะเน้นกินเป็นพิเศษค่ะ”

นอกเหนือจากความมุ่งมั่นตั้งใจในการเข้าประกวดสาวงามแล้ว เรื่องการทำงานเธอก็มุ่งมั่นไม่แพ้กัน เพราะก่อนหน้าที่จะเข้าสู่เส้นทางสาวงาม เธอมีดีกรีเป็นถึงผู้จัดการวาณิชย์ธนกิจให้กับธนาคารแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องแสดงศักยภาพในการทำงานและพิสูจน์ตัวเองอย่างมาก “ผู้หญิงกับงานด้านไฟแนนซ์มันก็จะหนักอยู่นะ คือแผนกของนิ้งจะเป็นแผนกที่ปรึกษาทางการเงิน ก็จะต้องทำงานหนักมากในเรื่องของการตัดสินใจ การต้องเจอนายฝรั่ง เจอนายที่อายุเยอะๆ แล้วเขามีประสบการณ์ แล้วเรามาด้วยอายุแค่ 23 เวลาไปพบลูกค้าก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า เพราะงานแบบนี้ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ ถึงแม้ว่านิ้งจะอายุแค่ 23 แต่ด้วยหน้าที่ของเราคือผู้จัดการ เราก็ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้มากที่สุด ฝึกหนักมาก เรียนรู้งานให้ไวที่สุด ภายใน 3 เดือนในช่วงทดลองงาน นิ้งจะต้องเป็นงานทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็น excel การพบลูกค้า แก้โจทย์ต่างๆ นิ้งศึกษาโดยใช้เวลา 7 วันทำงานอย่างเดียว เพื่อให้เก่ง แล้วเวลาไป pitch ดีล ไปคุยกับลูกค้า เรารู้ว่าเราจะพูดอะไรอย่างไร” แม้จะเป็นงานที่ยากแต่สุดท้ายเธอก็สามารถก้าวไปสู่ในจุดที่เรียกว่าความสำเร็จได้ เช่นเดียวกับการคว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์สมาครอง

นิตยสาร AROUND / NOVEMBER 2018

ฺBEYOND BEAUTY นิยามความงามของผู้หญิงยุคใหม่

 

 

นำเสนอสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวด้วยมุมมองใหม่ เพิ่มทางเลือกแรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิตสำหรับคนเมือง เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ต่างๆ เสมือนคู่มือการใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่ศิวิไลซ์ให้รื่นรมย์และสนุกกับการตามติดเทรนด์ สุดทันสมัยอยู่ตลอดเวลา