Hôtel de Paris, Monaco โรงแรมอายุกว่าร้อยปี จุดหมายพักผ่อนที่คว้ารางวัล Three MICHELIN Keys
โมนาโก (Monaco) ประเทศเล็กจิ๋วที่หรูหราที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ริมชายฝั่ง เฟรนช์ริเวียร่า (French Riviera) ระหว่างฝรั่งเศสกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีพื้นที่เพียงราว 2 ตารางกิโลเมตร (ขนาดเล็กที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากนครรัฐวาติกัน) มี ท่าเรือ Port Hercule เป็นจุดรวมของซูเปอร์ยอชต์สุดหรูจากทั่วโลก, Monte Carlo Casino แลนด์มาร์กอันเป็นตำนานของโมนาโก ที่เคยเป็นฉากจำในภาพยนตร์ James Bond 007, สถานที่จัดการแข่งรถ Formula 1 หรือ Monaco Grand Prix ที่จัดขึ้นทุกปีบนถนนกลางเมือง เป็นงานยิ่งใหญ่อลังการที่สุดงานหนึ่งของในโลก, และ โรงแรมที่โดดเด่นที่สุด Hôtel de Paris Monte-Carlo ตั้งอยู่ตรงเวิ้ง Place du Casino ทำเลหรูหราใจกลางเมือง บรรยากาศล้อมรอบด้วยแสง สี เสียง ทำให้โรงแรมแห่งนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในไม่กี่โรงแรมที่คว้ารางวัลสามกุญแจ : Three MICHELIN Keys เป็นเกียรติสูงสุดของโรงแรมทั่วโลก และเป็นโรงแรมที่ทำให้เราอยากมาเที่ยวเมืองนี้ (Visited OCT 2025)
ขอเกริ่นนำว่า MICHELIN Key เป็นระบบการจัดอันดับใหม่ของ Michelin Guide ที่ใช้มอบให้กับโรงแรมและที่พักที่โดดเด่นทั่วโลก แบ่งเป็นกุญแจ 1-3 ดอก ที่พัฒนาต่อยอดจาก Michelin Star ที่เป็นการจัดอันดับร้านอาหาร แบ่งเป็นดาว 1-3 ดวง ความหมายของโรงแรมที่ได้รับสามกุญแจคือ การเป็นจุดหมายปลายทางในตัวเอง ไม่ใช่เพียงที่พัก แต่เป็นประสบการณ์ที่จดจำไปตลอดกาล การได้กุญแจระดับนี้ โรงแรมต้องผ่านเกณฑ์หลายด้าน ทั้งความสวยงามของสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน การบริการและความใส่ใจต่อแขก ความสม่ำเสมอของคุณภาพ ความคุ้มค่า และความเชื่อมโยงกับเมืองและชุมชนโดยรอบ
Hôtel de Paris เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1864 โดย Société des Bains de Mer เพื่อรองรับผู้มาเยือนคาสิโนและนักท่องเที่ยวในเมือง ตัวอาคารสไตล์ Belle Époque ตั้งเด่นอยู่ที่ Place du Casino หน้า Casino de Monte-Carlo โรงแรมอายุกว่าร้อยปีแห่งนี้ ยังคงดูสวยงามโออ่า ทันสมัย เพราะเพิ่งรีโนเวตใหม่เมื่อปี 2019 โดยมีการผสมผสานสิ่งอำนวยความสะดวกสมัยใหม่ แต่การตกแต่งภายในยังคงรักษาความคลาสสิกทุกมุมอย่างกลมกลืน ซึ่งภาพจำของที่นี่ คือหน้าโรงแรมจะมีรถซูเปอร์คาร์หายาก ขับเข้า-ออกให้ดูกันเพลินอย่างไม่ขาดสาย
เมื่อเปิดประตูเข้าไปใน ห้อง Harbour View Superior Room สิ่งแรกที่เห็นคือแสงแดดอุ่น ๆ จากระเบียง พอเปิดออกไปจะเห็นวิวครึ่งหนึ่งเป็น Port Hercule มีเรือยอชต์เรียงรายอยู่ กับอีกครึ่งเป็นโรงแรม Hôtel Hermitage Monte-Carlo ขนาดห้องนี้เป็น Type เริ่มต้น ตัวห้องขนาดใหญ่ เตียงนอนขนาดคิงไซด์ นอนสบายมาก มีโซฟาสำหรับนั่งเล่น โต๊ะทำงาน และ walk-in closet ที่สามารถวางกระเป๋าเดินทางหลายใบได้สบาย การตกแต่งสไตล์พระราชวังเก่าดูคลาสสิก แต่ซ่อนไว้ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทันสมัยครบครัน อุปกรณ์ทุกอย่างเป็นระบบอัตโนมัติที่ควบคุมได้จากหัวเตียง ห้องน้ำหินอ่อนขนาดใหญ่ แบ่งโซน shower, bath tub และห้องส้วมออกจากกัน ผลิตภัณฑ์อาบน้ำกลิ่นหอมละมุน ทั้งหมดจากแบรนด์ Guerlain เหมือนกับที่ใช้ในสปาของโรงแรม
สำหรับคนที่รักสุขภาพ ต้องถูกใจสระว่ายน้ำอินดอร์ในโซนของสปา สระน้ำอุ่นกำลังดี ด้านหนึ่งมีแสงแดดลอดเข้ามาผ่านกระจกบานสูง มองออกไปจะเห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสีฟ้าคราม โซนฟิตเนสที่อยู่ข้างกันมีอุปกรณ์ทุกอย่างสมบูรณ์ใหม่เอี่ยมจาก Technogym ทั้งลู่วิ่ง จักรยาน และเวทเทรนนิ่งต่าง ๆ ซึ่งโซนนี้ก็เห็นเป็นกระจกเปิดรับแสง ชมวิวทะเลเต็มผืนเช่นกัน
นอกจากห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวกที่น่าประทับใจแล้ว ที่นี่ยังมีร้านอาหารในตำนานอย่าง “Le Louis XV – Alain Ducasse” หนึ่งในร้านอาหารฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงระดับโลก เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 1987 โดยเชฟ Alain Ducasse ที่ได้รับ 3 ดาว Michelin มาอย่างยาวนาน เป็นการผสมผสานอาหารฝรั่งเศสกับวัตถุดิบเมดิเตอร์เรเนียนสดใหม่ เน้นผัก ผลไม้ตามฤดูกาล ปรุงด้วยวิธีที่คงคุณค่ารสชาติอย่างประณีต รับประทานคู่กับไวน์และชีสที่คัดสรรมาอย่างดี อาหารมีให้เลือกสั่งทั้งแบบ A la carte และ Tasting Menu เช่น Artichoke from Provence ‘alla giudea” with Caviar, Pigeon from la Ferme du Renard rouge over a woodfire เป็นต้น ภายในห้องอาหารตกแต่งวิจิตรงดงาม เหมือนนั่งดินเนอร์ในราชวังฝรั่งเศสที่ไหนสักแห่ง
ปีนี้ทางโรงแรมได้เปิดตัว Cédric Grolet Monte-Carlo ในคอร์ตยาร์ดของโรงแรม ภายใต้การดูแลของ Cédric Grolet เชฟผู้ครองตำแหน่ง World’s Best Pastry Chef 2017 แขกที่จองห้องพักแบบรวมอาหารเช้า สามารถเลือกรับประทานเป็น Breakfast Set ที่นี่หรือเป็น Buffet ในห้องอาหารของโรงแรมที่มีอาหารให้เลือกหลากหลายกว่า และมีไอเทมจาก Cédric Grolet เสิร์ฟอยู่ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ยังมี “Le Grill” ร้านอาหารบนชั้นดาดฟ้าของโรงแรม เปิดรับวิวทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบ 180 องศา เป็นอาหารสไตล์ฝรั่งเศสร่วมสมัย, “Em Sherif Monte-Carlo” ร้านอาหารแนวเมดิเตอร์เรเนียนผสมตะวันออกกลาง พร้อมบรรยากาศดนตรีสดอาหรับเบา ๆ และ “Le Bar Américain” บาร์บรรยากาศวินเทจอายุกว่าร้อยปี แสงไฟสลัวแบบอบอุ่น และเสียงเปียโนสดที่เล่นคลอทุกค่ำคืน ทำให้บาร์แห่งนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมาอย่างยาวนาน โดยมีเมนูซิกเนเจอร์คือ Monte-Carlo Spritz ที่ผสมส้มและดอกไม้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน กลิ่นหอมสดชื่น
เราเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่สนามบินนีซ (Nice Côte d’Azur Airport) ด้วยสายการบินการ์ตา แวะเปลี่ยนเครื่อง 1 ครั้งที่เมืองโดฮา เมื่อถึงสนามบินนีซแล้ว สามารถเลือกเดินทางต่อไปยังโมนาโกได้หลายวิธี เราเช่ารถขับเองใช้เวลาประมาณ 35 นาที ได้ดูวิวทะเลสวยตลอดทางเลียบชายฝั่ง French Riviera หรือนั่งรถไฟจากสถานี Nice-Ville ไปลงที่ Monaco-Monte-Carlo Station ประมาณ 25 นาที เป็นวิธีที่ประหยัดและได้ชมวิวทะเลระหว่างทางสวย ๆ เช่นกัน แต่เมื่อถึงสถานีต้องต่อ Taxi ไปโรงแรม หรือใครต้องการประสบการณ์แบบ VIP สามารถโดยสารด้วยเฮลิคอปเตอร์ เพียง 7 นาที จากสนามบินนีซไปยัง Monaco Heliport ได้ชมวิวมุมสูงของ French Riviera เมื่อไปถึงจะมีรถลิมูซีนรับส่งถึงโรงแรม (ราคา 160–200 ยูโร/คน)

OUR INFLUENCER
คุณปิยะดา ปุณณกิติเกษม
เจ้าของเพจ PPGALLERY (พีพีแกลเลอรี่)
ในช่องทาง Instagram: @ppgallery
และ Facebook: PPGALLERY
www.ppgallery.net