TOP

ชีวิตที่ออกแบบเองของ “กองทัพ พีค”

ภาพของเด็กผู้ชายคนหนึ่งในชุดสูทตั้งแต่ประถมต้นถึงประถมปลาย ในขณะที่เพื่อนเลือกความสบาย เขากลับเลือกความเป็นระเบียบ อาจดูเป็นเพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ในวัยเด็ก แต่สำหรับ “กองทัพ พีค” นั่นคือจุดตั้งต้นของวิธีคิดบางอย่างที่ยังคงอยู่จนถึงวันนี้ – วินัยความรับผิดชอบ และการรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

เส้นทางของเขาไม่เคยเป็นเส้นตรง จากความฝันอยากเป็นนักร้อง สู่เวทีการแข่งขันระดับเอเชีย ก่อนจะพาตัวเองเข้าสู่โลกของการแสดง ในวันที่ยังไม่แน่ใจนักว่านี่คือคำตอบสุดท้ายหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ เขาไม่เคยปล่อยให้ชีวิต “ไหลไปเอง” ทุกช่วงคือการตัดสินใจ และทุกการตัดสินใจคือการออกแบบชีวิตในแบบของตัวเอง ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบเขาอาจไม่ใช่คนที่ขยับตัวเร็วที่สุด แต่เป็นคนที่รู้ว่าควรไปทางไหน และไปอย่างมีทิศทาง

ตลอดการพูดคุยครั้งนี้สิ่งที่เราสัมผัสได้จากชายหนุ่มผู้นี้คือ “ความนิ่ง” ที่ไม่ใช่ความเงียบ แต่คือความนิ่งของคนที่ผ่านการคิดมาแล้วอย่างเป็นระบบ ในแต่ละคำถามเขาไม่ได้รีบตอบแต่กลั่นกรองและเลือกที่จะตอบอย่างตั้งใจ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อภาพลักษณ์ หากเป็นผลลัพธ์ของการเติบโตในบ้านที่ให้คุณค่ากับ “เหตุผล” มากกว่า “อารมณ์” ดังที่จะเห็นได้จากคำบอกเล่าของเขาที่ว่า “ที่บ้านไม่ดุครับ แต่ต้องมีเหตุผล พีคถูกเลี้ยงมาแบบนี้ตั้งแต่แรก คือทุกอย่างต้องอธิบายได้ ว่าทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงเลือกแบบนั้น มันเลยทำให้เราคิดก่อนทำตลอด แล้วมันก็กลายเป็นนิสัยไปโดยไม่รู้ตัว” ดังนั้นวินัยสำหรับเขาจึงไม่ใช่ข้อจำกัด แต่เป็นกรอบที่ทำให้เขา “อยู่กับตัวเองได้” มากกว่า แม้จะมีช่วงเวลาที่อยากหลุดออกไปบ้างแบบเด็กทั่วไป แต่เขาก็รู้ขอบเขตของตัวเองเสมอ “มีบ้างครับ แอบไปเดินเล่นนิดหนึ่ง ทำอะไรนอกกรอบบ้าง แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นหลุดไปเลย เพราะสุดท้ายเราก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควร”

ความฝันเรื่องดนตรีของเขาเริ่มต้นตั้งแต่ยังเด็ก และชัดขึ้นในวันที่ได้เห็นเส้นทางของ Justin Bieber “ตอนนั้นพีคยังเด็กมาก แต่พอได้ดูสารคดีของเขา มันเหมือนเราเห็นคนคนหนึ่งที่ไปให้สุดกับสิ่งที่เขารักจริง ๆ มันไม่ใช่แค่เรื่องชื่อเสียง แต่มันคือความตั้งใจล้วน ๆ หลังจากนั้นพีคก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยว่าตัวเองอยากทำอะไร” แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในวงการจริง ภาพของ “ลูกชายของนักแสดง” กลายเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่เขาต้องรับมือ “พีคปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือคุณพ่อ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกัน พีคก็ต้องยืนให้ได้ด้วยตัวของพีคเองเหมือนกัน ว่าคนจะจำเราในแบบไหน”

ความจริงจังของเขาปรากฏชัดในวิธีทำงาน โดยเฉพาะเรื่องพื้นฐานที่หลายคนมองข้าม “สำหรับพีค เวลาไปกองห้ามสายเลยครับ แล้วก็ต้องจำบทให้ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของเรา แต่มันกระทบคนอื่นด้วย ถ้าเราทำไม่ได้ พีคจะรู้สึกเฟลมาก เหมือนเรายังไม่รับผิดชอบพอ” และเมื่อเข้าสู่เวทีการแข่งขันอย่าง Produce X 101 เขายิ่งได้เห็นขีดจำกัดของตัวเองชัดขึ้น “ช่วงนั้นหนักมากครับ ซ้อม 23 ชั่วโมง พักแค่ชั่วโมงเดียว แล้วก็กลับไปซ้อมต่อ มันเป็นช่วงที่ทุกอย่างเข้ามาพร้อมกันหมด ทั้งความกดดัน ทั้งความคาดหวัง แต่ก็ทำให้เรารู้ว่าจริง ๆ แล้วเราทนได้มากกว่าที่คิด”

การกลับมาเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักแสดงจึงไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์ แต่เป็นการเริ่มจาก “ความเข้าใจตัวเอง” ในอีกระดับหนึ่ง “วันแรกที่เข้าเวิร์กช็อป พีคร้องไห้เลย เพราะต้องเริ่มใหม่หมด” แต่ความไม่มั่นใจนั้นไม่ได้หยุดเขาไว้ กลับกลายเป็นพื้นที่ให้เขาได้เรียนรู้วิธี “เป็นคนอื่น” ผ่านตัวละคร ขณะที่ดนตรียังคงเป็นพื้นที่เดียวที่เขาได้ “เป็นตัวเอง” อย่างเต็มที่ “การแสดงคือการเป็นตัวละคร แต่เพลงคือสิ่งที่พีคสื่อสารตัวเองจริงๆ” เขาไม่ได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เลือกเก็บทั้งสองอย่างไว้ เพราะรู้ว่าทั้งสองสิ่งกำลังสร้างเขาในคนละมิติ สำหรับบางช่วงเวลาที่งานถาโถมเข้ามาจนแทบไม่มีช่วงว่าง กลายเป็นบททดสอบอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ใช่เรื่องความสามารถ แต่เป็นเรื่องความอดทน “มีช่วงหนึ่งพีคทำงาน 7 วันติดเลยครับ ตื่นตี 5 กลับบ้านเที่ยงคืน นอนตี 1 แล้วก็ตื่นใหม่ มันเหนื่อยนะ แต่พอมองย้อนกลับไป มันคือช่วงที่เราได้ทำอะไรบางอย่างจริงๆ” และสิ่งที่ทำให้เขายังไปต่อได้ คือการเห็นคุณค่าของผลลัพธ์ “บางซีนใช้เวลาปั้นกันเป็นชั่วโมงเลยครับ แต่พอออกมาแล้วคนจำได้ คนรู้สึกกับมัน พีคว่ามันคุ้มค่ามาก มันทำให้เราลืมความเหนื่อยไปเลย”

ระหว่างที่เดินอยู่อาจมีช่วงเวลาหนึ่งที่จังหวะชีวิตเริ่มเร็วเกินไป เขาเลือก “ชะลอ” ด้วยวิธีที่เรียบง่าย คือการกลับไปอยู่กับธรรมชาติ ตั้งแคมป์ ปิดโลกออนไลน์ และปล่อยให้ตัวเองได้มองชีวิตในมุมที่กว้างขึ้น “พอเราซูมตัวเองออก เราจะเห็นว่าเราเล็กมาก ความเครียดมันก็เล็กลง” วิธีคิดแบบนี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปทันที แต่ทำให้เขาไม่จมอยู่กับมันนานเกินไป “พีคมีกฏของตัวเองอยู่ว่าจะให้เวลาตัวเองเสียใจหนึ่งวัน วันรุ่งขึ้นลุกต่อเลย” เพราะสุดท้ายแล้ว การเดินต่อสำคัญกว่าการหยุดอยู่กับสิ่งที่แก้ไม่ได้

ก่อนที่การพูดคุยวันนี้จะจบลงและถึงเวลาที่ต้องบอกลากัน สิ่งหนึ่งที่ทำให้เข้าใจหลังจากการเจอกันวันนี้ นั่นคือ “ความสมดุล” ซึ่งสำหรับเขา คำนี้ไม่ใช่สูตรสำเร็จ “ชีวิตที่สมดุลสำหรับพีคคือชีวิตที่ธรรมดาเลยครับ ไม่ต้องพยายามมากเกินไป ไม่ต้องวิ่งตามใคร แล้วก็ไม่ต้องพิสูจน์อะไรตลอดเวลา” และเมื่อมองชีวิตเป็นการเดินทาง เขาเห็นตัวเองอยู่ในจุดที่พร้อมจะก้าวต่อ “ตอนนี้พีคเหมือนอยู่สนามบินครับ ทุกอย่างพร้อมแล้ว กำลังจะขึ้น gate เหลือแค่ก้าวออกไป” สุดท้ายเมื่อถามถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด เขาไม่ได้เลือกชื่อเสียงหรือความสำเร็จ แต่เลือก “ความสุข” ในแบบที่ไม่ต้องรอให้ถึงปลายทาง “มันคือความสุขที่อยู่ตรงกลาง ที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน” เพราะในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้เขาเดินต่อได้ ไม่ใช่แรงผลักจากภายนอก แต่คือความนิ่งภายในที่เขาสร้างขึ้นมาเอง ดังนั้นต้องนิ่งพอที่จะไม่หวั่นไหว นิ่งพอที่จะมองเห็นทาง และนิ่งพอที่จะรู้ว่าชีวิตที่ออกแบบได้ดีที่สุดอาจไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่คือชีวิตที่ยังเป็นของตัวเองอยู่ทุกก้าวที่เดิน

 

Model : Kongthap Peak

Photographer : PloyPat

Stylist : Organic Boy

Makeup Artist : IG @hollyhua

Hair Stylist : IG @auddy_paiboon

Clothes : DOLCE & GABBANA ชั้น M สยามพารากอน โทร. 0 2610 6790, COACH ชั้น 1 สยามพารากอน
โทร. 0 2129 4664

Location : Sartoria by Paulo Airaudo 56th, The Empire โทร. 0 2407 1654 เว็บไซต์ : sartoriabypauloairaudo.com, Nobu Bangkok 57th – 58th and Rooftop, The Empire โทร. 0 2407 1654 เว็บไซต์ : noburestaurants.com/bangkok

เหมือนจันทร์ ศรีสอาด