TOP

ประกาศเคอร์ฟิว!! ทั่วประเทศ ตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน (4 ทุ่ม ถึง ตี 4) เริ่ม 3 เม.ย. 63

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือ ศบค. แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน ตั้งแต่เวลา 22.00 – 04.00 น. มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 3 เม.ย.2563 เป็นต้นไป ในขณะเดียวกันได้รายงานความคืบหน้าการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินของ ศบค. ดังต่อไปนี้

 

ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

  • เน้นมาตรการการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) และการรณรงค์ให้ทุกคนอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ รวมทั้งปฏิบัติตนตามหมอ
  • สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ต้องได้รับความเร่งด่วนในการสนับสนุนต่างๆ หน้ากากอนามัย เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างทันการณ์และทั่วถึง ในโรงพยาบาลทุกพื้นที่
  • เรามีความพร้อมในเรื่องของเตียงสำหรับผู้ป่วย โดยเราสามารถเพิ่มศักยภาพจากโรงพยาบาลทุกสังกัด หอพัก และโรงแรมให้พร้อมรองรับผู้ป่วย ที่อาจจะมากขึ้น ขอให้เชื่อมั่นว่า ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ทุกค นจะมีเตียงและมียาในการดูแลรักษาอาการป่วยตามมาตรฐานสากลทุกประการ
  • ผู้ป่วยด้วยโรคโควิด-19 รัฐบาลถือว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ดังนั้น จะมีอยู่ 3 กองทุน 1.กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2.กองทุนรักษาพยาบาลประกันสังคม 3.กองทุนรักษาพยาบาลสวัสดิการข้าราชการ มารับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้

ด้านการป้องกัน และช่วยเหลือประชาชน 

  • ยึดหลักสุขภาพนำเสรีภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ จำกัดการเดินทาง การเคลื่อนย้ายคน และจำกัดการรวมตัวกันของคนจำนวนมากในพื้นที่เสี่ยง
  • การแพร่ระบาดต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ จะต้องออกมาตรการที่เข้มงวด สอดคล้องตามสถานการณ์ และคำแนะนำทางการแพทย์

 

ด้านการรักษาความมั่นคง

  • ปัจจุบันบางจังหวัดได้ยกระดับมาตรการทางปกครอง เช่น การกำหนดเวลาเปิดปิดร้านค้า และเวลาออกจากบ้านเพิ่มเติมไปแล้ว เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดให้ได้ ได้แก่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และภูเก็ต เป็นต้น ซึ่งต้องเอาจริงเอาจัง เราอาจจะรู้สึกไม่สะดวกสบาย เช่นปกติบ้าง แต่เราทุกคนต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ต้องมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
  • เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาด และลดการสัญจรของพี่น้องประชาชน จึงต้องออกประกาศข้อกำหนดห้ามบุคคลออกนอกเขตเคหสถาน หรือ เคอร์ฟิว ตั้งแต่เวลา 22.00 น. จนถึง 04.00 น. ทั่วราชอาณาจักร ยกเว้นผู้ที่มีเหตุจำเป็น หรือ ผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ การธนาคาร การขนส่งสินค้าที่จำเป็น เพื่ออุปโภคบริโภค ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เชื้อเพลิง รวมถึงการเดินทางของประชาชนเพื่อเข้า หรือ ออกเวรทำงาน หรือ การเดินทางมาและไปท่าอากาศยาน ทั้งนี้ ให้ขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ในเขตนั้นๆ โดยจะเริ่มปฏิบัติ ในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน เวลา 22.00 น.

จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการกระจายหน้ากากและเวชภัณฑ์สำหรับประชาชน

นายกฯ กล่าวไม่ต้องตื่นตระหนก ไม่ต้องกักตุนสินค้า เพราะยังสามารถออกมาซื้อข้าวของในเวลากลางวันได้ตามปกติ เพียงต้องเคร่งครัดรักษาระยะห่างทางสังคม และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการกระจายหน้ากากและเวชภัณฑ์สำหรับประชาชน และศูนย์ปฏิบัติการควบคุมสินค้าโดยไม่ปล่อยให้มีผู้กักตุน หรือ ฉวยโอกาส หรือ แสวงหาผลประโยชน์ ซ้ำเติมความทุกข์ยากของคนไทยด้วยกันในยามนี้ การกักตุนสินค้ามีอัตราโทษสูง จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ หากประชาชนพบเห็นสามารถแจ้งแบะแสได้ที่สายด่วน บก.ปคบ. 1135

 

ด้านการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลได้ออกมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระและบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ อาทิ เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน สำหรับลูกจ้างรายวัน อาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ จำนวน 9 ล้านคน การคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าและการใช้น้ำ รวมทั้งลดค่าน้ำ และค่าไฟ เป็นเวลา 3 เดือน สำหรับทุกครัวเรือน

 

นอกจากนี้ ยังมีการพักชำระหนี้ เงินต้น และดอกเบี้ย ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ขยายเวลาตั๋วจำนำ และลดอัตราขั้นต่ำ การจ่ายหนี้บัตรเครดิตสำหรับประชาชนทั่วไป รวมทั้งแรงงานที่อยู่ในระบบประกันสังคม โดยลดการจ่ายเงินสมทบเหลือ 1 เปอร์เซ็นต์ และขยายเวลาให้ 3 เดือน ส่วนผู้ประกอบการ และ SME รัฐบาลก็จะช่วยคืนสภาพคล่อง ลดภาระค่าใช้จ่าย และบริหารหนี้เดิมไม่ให้เป็น NPL ด้วยมาตรการด้านภาษี และการเงินอีกหลายมาตรการ เพื่อทำให้ทุกคน ทุกฝ่าย มั่นใจได้ว่า “เราไม่ทิ้งกัน”

 

ด้านการต่างประเทศ

ศบค.ได้ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อดำเนินมาตรการการเดินทางเข้า-ออกประเทศ และการดูแลคนไทยในต่างประเทศ โดยมีการยกระดับการคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศอย่างเข้มงวด ไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เติมเข้ามาอีก ตั้งแต่ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปแล้ว มีเพียงชาวต่างชาติที่ได้รับการยกเว้นตามข้อกำหนด เช่น คณะทูต หรือผู้ที่มีใบอนุญาตทำงานในไทย หรือลูกเรือเท่านั้น ที่เดินทางเข้ามาได้ สำหรับคนไทยในต่างแดน เราได้หาทางแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดในโลกจะได้รับการดูแล หากต้องการกลับเมืองไทยก็จะต้องผ่านกระบวนการคัดกรอง การกักตัว และการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ต้องขอความร่วมมือ ให้ชะลอการเดินทางเข้าประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 เมษายน เพื่อรักษาสุขภาพทั้งคนไทยในประเทศ และท่านที่จะเดินทางกลับ เพื่อให้เจ้าหน้าที่จัดระเบียบเตรียมการให้เหมาะสม หากมีความจำเป็นขอให้ไปพบเจ้าหน้าที่สถานฑูตหรือสถานกงสุลโดยทันที

 

ด้านการสื่อสาร

ในสภาวะวิกฤตเพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจ และผู้ปฏิบัติงานมีความชัดเจนไม่สับสน หรือสร้างความขัดแย้ง ศบค.จัดให้มีระบบการสื่อสารที่เป็น “เอกภาพ” ไปในทิศทางเดียวกันหรือ Single Voice โดยจะมีการแถลงข่าวที่ถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศในทุกช่องทางเป็นประจำ “ทุกวัน” หลังการประชุมในช่วงเช้า โดยโฆษกศูนย์และผู้รับผิดชอบโดยตรง “เท่านั้น” งดเว้น และหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ ของผู้ที่ไม่ได้รับมอบหมายหรือเกี่ยวข้องกับมาตรการต่างๆ ของศูนย์ฯ

สื่อมวลชนทุกสำนัก รวมถึงสื่อโซเชียล ใช้ความระมัดระวังในการสื่อสาร

โดยขอให้ใช้ข้อมูลจากศูนย์นี้เท่านั้น ห้ามการสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง ความเข้าใจผิด หรือบิดเบือนข้อมูล รวมถึงผู้ที่สร้างข่าวปลอม หรือ Fake News และการส่งต่อข่าวปลอม ทั้งที่ไม่เจตนาหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ที่มีผลต่อความมั่นคง ก็จะมีโทษตามพระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้อย่างหนัก ดังนั้นต้องงดการส่งต่อข้อมูลที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือไม่มั่นใจ เราควรส่งต่อข้อมูลที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์

 

ร่วมกันแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน

รัฐบาลได้ระดมผู้มีความสามารถ จิตอาสา จากวงการต่างๆ ทั้งด้านสาธารณสุข เทคโนโลยี การสื่อสาร และภาคธุรกิจต่างๆ มาร่วมแก้ปัญหาอย่างรอบด้าน ด้วยเป้าหมายการขจัดโรคภัย และเชื้อร้ายนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อทุกคนปลอดภัย ดังนั้นเราจะต้องไม่ประมาทเราจะต้องไม่ปล่อยให้มี “ผู้ป่วย – ผู้ติดเชื้อรายใหม่” และทำให้ตัวเลขลดลงจนเป็น “ศูนย์” ให้ได้ จึงต้องบังคับใช้มาตรการต่างๆ อย่างเข้มงวด อย่างต่อเนื่องหากจำเป็น ก็จะต้องยกระดับใน “บางพื้นที่” ตามเหตุผลทางการแพทย์ และย้ำ!! ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมมือปฏิบัติตนตามมาตรการแยกตัวอยู่บ้าน เพื่อลดภาระของทีมแพทย์และพยาบาล ที่เสียสละต่อสู้กันมานานหลายเดือน หาก “แนวหน้าเข้มแข็ง” และ “แนวหลังเข้มงวด” ประเทศไทยก็จะชนะศึกครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน

 

ประกาศราชกิจจานุเบกษา 

ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกําหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 2) ดังต่อไปนี้

 

ตามที่ได้มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรและได้ออก ข้อกําหนด (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 แล้วนั้น

 

เพื่อให้มีมาตรการต่างๆ เพิ่มขึ้นตามความจําเป็น เพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินให้ยุติลงได้โดยเร็ว อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 นายกรัฐมนตรีจึงออกข้อกําหนดเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) ดังต่อไปนี้

 

ข้อ 1 ห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถาน ระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เว้นแต่มีความจําเป็น หรือเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ การธนาคาร การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตการเกษตร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ หนังสือพิมพ์ การขนส่ง น้ํามันเชื้อเพลิง การขนส่งพัสดุภัณฑ์ การขนส่งสินค้าเพื่อการนําเข้าหรือส่งออก การขนย้ายประชาชน ไปสู่ที่เอกเทศเพื่อกักกันตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ การเข้าออกเวรทํางานผลัดกลางคืนตามปกติ หรือการเดินทางมาจาก หรือไปยังท่าอากาศยาน โดยมีเอกสารรับรองความจําเป็น หรือเอกสารเกี่ยวกับสินค้า หรือการเดินทาง และมีมาตรการป้องกันโรคตามข้อกําหนด (ฉบับที่ 1) หรือเป็นเจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงานตามข้อกําหนด ประกาศ หรือคําสั่งต่างๆ ของทางราชการ หรือมีเหตุจําเป็นอื่นๆ โดยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ใดฝ่าฝืนข้อนี้ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจํา ทั้งปรับ ทั้งนี้ ตามมาตรา 18  แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน .. 2548

ข้อ 2 ในกรณีที่มีการประกาศหรือสัง ห้าม เตือนหรือแนะนําในลักษณะเดียวกับข้อ 1 วรรคหนึ่ง สําหรับจังหวัด พื้นที่หรือสถานที่ใดโดยกําหนดเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลา ที่เข้มงวดหรือเคร่งครัด กว่าข้อกําหนดนี้ ให้ปฏิบัติตามประกาศหรือคําสั่งนั้นต่อไปด้วย

ข้อ 3 ในกรณีที่ไม่อาจเคลื่อนย้ายบุคคลใด ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อออกไปนอกราชอาณาจักรได้ ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร จัดที่เอกเทศเพื่อควบคุมหรือกักกันบุคคลดังกล่าว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคตามเงื่อนไข และระยะเวลาที่กําหนด

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน .. 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ประกาศ  วันที่  2  เมษายน 2563

 

Photo Credit : suzukii xingfu / cottonbro

https://www.pexels.com

AROUND Magazine นิตยสารรายเดือน ที่นำเสนอสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวด้วยมุมมองใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือก แรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิตสำหรับคนเมือง เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นคู่มือการใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่ศิวิไลซ์ให้รื่นรมย์และสนุกกับการตามติดเทรนด์ สุดทันสมัยอยู่ตลอดเวลา