ย้อนเส้นทางนักแสดง “มาริโอ้ เมาเร่อ” เกือบสองทศวรรษสู่ไอคอนระดับแถวหน้าแห่งวงการบันเทิงไทย
เมื่อ AROUND Magazine ก้าวเข้าสู่ปีที่ 16 เราจึงอยากชวนผู้อ่านค้นหาความหมายของคำว่า Iconic ผ่านผู้คนที่เติบโตไปพร้อมกับกาลเวลา และยังคงรักษาตัวตนไว้อย่างมั่นคง หนึ่งในนั้นคือ มาริโอ้ เมาเร่อ จากนักแสดงหน้าใหม่สู่การเป็นหนึ่งในนักแสดงแถวหน้าของประเทศ โดยยังคงมีรอยยิ้ม ความเป็นธรรมชาติ และความขี้เล่นที่ผู้คนจดจำได้เสมอ
ในเช้าวันที่อากาศสดใสทีมงาน AROUND นัดพบพูดคุยกับเขาที่ Andaz One Bangkok, by Hyatt บทสนทนาดำเนินไปอย่างเรียบง่ายและเป็นกันเอง จนแทบลืมไปว่าคนตรงหน้าคือหนึ่งในนักแสดงที่โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมาเกือบสองทศวรรษ เราชวนเขาย้อนมองเส้นทางที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กวัย 16 ปี ที่มีความสุขกับสเกตบอร์ดเพียงแผ่นเดียว จนถึงวันที่ได้เรียนรู้คุณค่าของอาชีพนักแสดง และค้นพบความหมายของคำว่า Iconic ในแบบของตัวเอง ตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปี บนเส้นทางนักแสดง มาริโอ้ เมาเร่อ ยังคงสนุกกับการได้สวมบทบาทที่ไม่เคยเล่นมาก่อน เพราะสำหรับเขา ความตื่นเต้นจากการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ คือเสน่ห์ที่ทำให้อาชีพนี้ไม่เคยน่าเบื่อ
อย่างผลงานล่าสุดที่ยังไม่ได้ออกฉาย เขาต้องรับบทเป็นทหารผ่านศึก ซึ่งเป็นอาชีพที่ไม่เคยมีโอกาสสวมบทบาทมาก่อน ทุกอย่างคือความท้าทายที่ทำให้เขายังรู้สึกตื่นเต้นอยู่เสมอ แต่หากย้อนกลับไปตอนอายุ 16 ปี ชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งกลับเรียบง่ายกว่านั้นมาก ความสุขในวันนั้นคือการได้เล่นสเกตบอร์ด ฝึกท่าใหม่ และใช้เวลาทั้งวันอยู่กับแผ่นกระดานเพียงแผ่นเดียว “ตอนนั้นไม่ต้องคิดอะไรเลยครับ ขอแค่วันนี้เล่นท่าใหม่ได้ ชีวิตก็แฮปปี้แล้ว ไม่มีใครเข้าใจหรอกว่ามันมีความสุขแค่นั้นจริง ๆ ” แต่สำหรับวันนี้แม้จะผ่านงานมาแล้วนับไม่ถ้วน สิ่งที่ไม่เคยหายไปจากชีวิตนักแสดงคนนี้คือความตื่นเต้น ทุกครั้งที่ต้องขึ้นเวทีหรือเข้าฉากวันแรกของตัวละครใหม่ หัวใจของเขายังคงเต้นแรงเหมือนเดิม “มันไม่ได้กลัวนะครับ แต่ก่อนขึ้นเวทีใจจะเต้นตึกตักทุกครั้ง หรือวันแรกที่เข้าฉากคาแรกเตอร์ใหม่ก็จะมีความรู้สึกว่า ‘แล้วจะอย่างไรดี’ หาแนวทางอยู่ แต่พอผ่านวันแรกไป ทุกอย่างก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง”
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา มีผลงานหลายชิ้นที่ทำให้เขาเติบโต แต่หนึ่งในงานที่เปลี่ยนมุมมองชีวิตมากที่สุดคือภาพยนตร์เรื่อง “อุโมงค์ผาเมือง” ของหม่อมน้อย ในวันนั้น มาริโอ้ยังเป็นนักแสดงวัยหนุ่มที่มองงานแสดงเป็นเพียงอาชีพหนึ่ง หากสิ่งที่อาจารย์ด้านการแสดงของเขามอบให้ กลับเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่านั้น “หม่อมสอนผมว่าถ้าเราคิดว่างานของเราไม่ศักดิ์สิทธิ์ มันก็จะไม่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าเราคิดว่ามันศักดิ์สิทธิ์ มันก็จะยิ่งใหญ่มาก เพราะแค่เราเล่นแล้วคนดูได้หัวเราะ ได้ร้องไห้ หรือได้แง่คิดอะไรบางอย่าง มันก็มีคุณค่าแล้ว” นั่นคือจุดเปลี่ยนจากวันที่เคยมองว่าการเป็นนักแสดงคือการทำงานหาเลี้ยงตัวเอง วันนี้เขากลับมองว่าอาชีพนี้สามารถส่งต่อความรู้สึกและบางแง่มุมของชีวิตให้ผู้คนได้ แม้แต่ตัวละครที่เป็นคนไม่ดี ก็ยังมีคุณค่าในแบบของมัน
แม้จะมีภาพจำในฐานะพระเอกสายคอมเมดี้ แต่มาริโอ้กลับมองว่านั่นคือศาสตร์ที่ยากที่สุด เพราะจุดที่สร้างเสียงหัวเราะของแต่ละคนไม่เคยเหมือนกัน สิ่งที่ทำให้คนหนึ่งหัวเราะ อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับอีกคน “คอมเมดี้ไม่ง่ายเลยครับ การทำให้คนหัวเราะมันยากมาก เพราะแต่ละคนมีจุดขำไม่เหมือนกัน ผมเลยชื่นชมคนที่เป็นนักแสดงตลกมาก เพราะมันเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่ง ฝึกยากเหมือนกัน” ด้านความสำเร็จแม้หลายคนจะมองว่าความสำเร็จในวันนี้ของเขาเกิดขึ้นอย่างราบรื่น แต่มาริโอ้กลับไม่เคยมองตัวเองเช่นนั้น เขาเชื่อว่าตัวเองเป็นเพียงคนที่ได้รับโอกาสที่ดี และเมื่อโอกาสมาถึงก็ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด “คนที่เคยร่วมงานกับโอ้จะรู้เลยครับว่าโอ้ไม่ใช่คนงอแง แต่โอ้เป็นคนหนักเอาเบาสู้ จะร้อนแค่ไหนก็ไม่กลัว กลัวอย่างเดียวคือกลัวตาย (หัวเราะ) ถ้ามีระเบิดหรือฉากอันตรายผู้จัดการอาจจะห้าม แต่เรื่องร้อนนี่ไม่กลัวเลย”
เมื่อถามว่าตัวเองเปลี่ยนไปอย่างไรในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา เขาคิดอยู่พักหนึ่งก่อนตอบว่า สิ่งที่เปลี่ยนที่สุดคือประสบการณ์และวิธีคิด การได้ทำงานกับผู้คนหลากหลายทำให้เขาเติบโต มีความรับผิดชอบ และมองโลกกว้างขึ้น ในทางตรงกันข้ามเมื่อถามถึงสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน คำตอบกลับมาเร็วอย่างคาดไม่ถึง “น่ารักเหมือนเดิมครับ” ทั้งห้องเงียบไปชั่วครู่ ก่อนที่เจ้าตัวจะหัวเราะออกมาด้วยตัวเอง “หล่อมันแล้วแต่คนครับ บางคนก็ว่าไม่หล่อ แต่ถ้าเหมือนเดิมก็น่าจะเป็นความสนุกสนานของเรา ผมไม่อยากให้มันหายไป ถ้าเราแฮปปี้ มีพลังบวก คนรอบข้างเราก็จะบวกไปด้วย” ประโยคนั้นอาจฟังเหมือนมุกตลก แต่เมื่อฟังจนจบ จะพบว่าสิ่งที่เขาพยายามรักษาไว้ไม่ใช่ภาพลักษณ์ หากคือพลังบวกที่อยากส่งต่อให้คนรอบตัว และเมื่อถามถึงสิ่งที่รู้สึกว่าโชคดีที่สุดในชีวิต คำตอบก็ไม่ได้เกี่ยวกับชื่อเสียงหรือความสำเร็จเลย “ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากครับ มีครอบครัวดี มีเพื่อนดี มีทีมงานดี พลังบวกสำคัญมาก แล้วมันช่วยเราไปครึ่งหนึ่งเลย”
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ในวันที่เหนื่อยหรืออยากชาร์จพลัง สถานที่ที่เขากลับไปเสมอคือ “บ้าน” บ้านที่มีครอบครัว บ้านที่ทำให้เขารู้สึกสงบ และเป็นจุดเริ่มต้นของการออกเดินทางครั้งใหม่ ขณะเดียวกันการขับรถและขี่มอเตอร์ไซค์กับเพื่อนก็เป็นอีกกิจกรรมที่ช่วยเติมพลังให้เขาได้เสมอ เพราะสำหรับมาริโอ้ ความสุขไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่กับเรื่องราวระหว่างทางมากกว่า “ความสนุกมันอยู่ระหว่างทางครับ รถพังบ้าง ร่างพังบ้าง แต่ถ้าเป็นรถคนอื่นพังก็สนุกนะ (หัวเราะ) พอรถเสีย ทุกคนก็จะมาแซวกัน มันเป็นโมเมนต์ที่สนุกจริง ๆ”
สำหรับเขา การเดินทางไม่จำเป็นต้องไกล แค่ได้ออกไปเห็นถนนเส้นใหม่ ได้เปลี่ยนบรรยากาศ หรือได้ใช้เวลากับคนที่รัก ก็เพียงพอแล้วที่จะกลับมาพร้อมพลังสำหรับการเริ่มต้นงานชิ้นต่อไป จากการยืนระยะอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน มาริโอ้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมนี้แทบทุกยุค ตั้งแต่วันที่ภาพยนตร์เฟื่องฟู ละครโทรทัศน์ครองช่วงไพรม์ไทม์ จนถึงวันนี้ที่ผู้ชมเลือกดูคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง ทุกอย่างหมุนเร็วขึ้นทั้งรูปแบบการผลิตและพฤติกรรมของผู้ชม แต่สำหรับเขาสิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงช่องทาง ส่วนหัวใจของงานแสดงยังคงเหมือนเดิม “เมื่อก่อนละครต้อง 24 ตอน เดี๋ยวนี้ 8 ตอนก็จบแล้ว ทุกอย่างเร็วมาก คนไม่ได้ดู Prime Time แล้ว เขาดู My Time มากกว่า มันเป็นเรื่องพฤติกรรมคนที่เปลี่ยนไป แต่สุดท้ายก็ยังเป็นการแสดงเหมือนเดิมครับ”
เช่นเดียวกันกันอีกสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแฟน ๆ โดยเฉพาะแฟนคลับชาวจีนที่ติดตามมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของการทำงาน แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี หลายคนมีครอบครัว มีลูก มีชีวิตของตัวเอง แต่เมื่อมีโอกาสได้พบกัน ความผูกพันนั้นก็ยังเหมือนเดิม “ล่าสุดไปคุณหมิง ผมเจอแฟนคลับคนหนึ่ง จำเขาได้เลย เขาก็ตามผมมาตั้งแต่สมัยไปโปรโมตหนังที่จีน ตอนนี้เขามีลูกสองคนแล้ว สามีก็มาด้วย น่ารักมากครับ” น้ำเสียงของเขาอบอุ่นขึ้นทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “ผมดีใจและขอบคุณมาก ที่เขายังรักและชอบงานของเรา”
เมื่อถามว่าหากวันหนึ่งผู้คนจะจดจำ มาริโอ้ เมาเร่อ ด้วยประโยคเดียว เขาใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนตอบด้วยรอยยิ้มตามแบบฉบับของตัวเอง “น่ารักอ่ะ” จากนั้นก็หัวเราะ ก่อนจะอธิบายเพิ่มอย่างอารมณ์ดี “หล่อเฉย ๆ เดี๋ยวก็เบื่อ แต่น่ารักอยู่เรื่อย ๆ ดีกว่า” ก่อนหมดเวลาของการพูดคุย เราไม่ลืมถามคือความเป็นไอคอนิก แม้มาริโอ้จะเป็นหนึ่งในนักแสดงที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมายาวนาน แต่เขากลับไม่เคยมองตัวเองในฐานะ “ไอคอน” หากเลือกนิยามตัวเองว่าเป็น…นักสะสมมากกว่า “ผมไม่เคยมองว่าการสะสมของเป็นเรื่องไร้สาระนะครับ มันคือ passion ของคน บางคนมีความสุขกับตัวเลขในบัญชี แต่ผมมีความสุขกับของที่เราชอบ ไม่ว่าจะเป็นรถโบราณ มอเตอร์ไซค์ ของเล่น หรือของวินเทจ ทุกชิ้นล้วนมีเรื่องราวและความทรงจำซ่อนอยู่”
นั่นแสดงว่าสำหรับเขา คุณค่าของสิ่งของไม่เคยอยู่ที่ราคา หากอยู่ที่ความสุขที่มอบให้ในวันที่ได้ครอบครอง และความทรงจำที่ยังคงอยู่แม้เวลาจะผ่านไป ทั้งหมดนี้ยิ่งตอกย้ำภาพของนักแสดงหนุ่มคนนี้ในใจเรา ว่าตลอดเกือบ 20 ปีบนเส้นทางนักแสดง มาริโอ้ เมาเร่อ ไม่ได้พยายามทำตัวให้เป็น “ตำนาน” หรือสร้างภาพให้ตัวเองเป็น “ไอคอน” เขาเพียงเลือกทำงานที่รัก ตั้งใจในทุกบทบาท และรักษาความเป็นตัวเองไว้เหมือนเดิม และบางที…นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้คนยังรู้สึกคุ้นเคยกับเขาเสมอ
MODEL: Mario Maurer
PHOTOGRAPHER: IG @run.nanthara
PHOTOGRAPHER ASSISTANTS: IG @nnattarika
STYLIST: Benj Benjasirirak
STYLIST ASSISTANTS: Pranithan Prasongsanti, Yawanad Plandee
MAKEUP ARTIST: IG @kruengpech
HAIR STYLIST: IG @auddy_paiboon
CLOTHES: ADER ERROR Siam Discovery, M Floor, HIS LAB (Men’s Selection) / Dolce&Gabbana M Floor, Siam Paragon Tel. 0 2610 6790 / FENDI G Floor, Emporium Tel. 0 2664 8370 / Paul Smith 4th Floor, Central Chidlom Tel. 0 2254 9127 / Prada 1st Floor, Central Embassy Tel. 0 2160 9744 / Salvatore Ferragamo G Floor, ICONSIAM Tel. 0 2288 0700-2 / Tod’s M Floor, Siam Paragon Tel. 0 2610 9998 / Yang Bangkok Exhibit Men, 2nd Floor, Central Embassy Tel. 0 2160 5690