TOP

Forestis Dolomites จุดหมายพักผ่อนชาร์จพลัง หนึ่งในรีสอร์ตวิวเทือกเขาสุดอลังการในโดโลไมต์

บางครั้งก็อยากพักร่างกายช่วงวันหยุด เช่น อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย และอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติให้มากขึ้น ทริปนี้ คุณแป๋ม-ปิยะดา ปุณณกิติเกษม เจ้าของเพจ PPGALLERY มีเวลาเพียง 3 วัน 2 คืน ในอิตาลี

 

โจทย์ของเราจึงไม่ใช่การตระเวนเที่ยวให้ครบทุกจุด แต่คือการหาที่พักเพื่อการพักผ่อนจริง ๆ จนมาลงตัวที่ “FORESTIS” รีสอร์ตเรียบหรู ตั้งอยู่บนความสูงกว่า 1,800 เมตร ผู้คนไม่พลุกพล่าน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีสันทนาการด้วยธรรมชาติบำบัดหลากหลายรูปแบบ ทำให้เวลาแต่ละวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงแค่นอนอยู่บนเตียงมองดูแสงตกกระทบวิวยอดเขาผ่านกระจกบานใหญ่ ที่เป็นเสมือนภาพวาดส่วนตัวในห้องนอน ก็รู้สึกเหมือนร่างกายได้ชาร์จพลังขึ้นเยอะเลย

เราพักเป็นห้อง Tower Suite ขนาด 55 ตรม. ภายในตกแต่งแบบมินิมอลด้วยไม้สนซีดาร์ท้องถิ่นที่ให้กลิ่นหอมอ่อน ๆ ผนังปูนเปลือยสีธรรมชาติ เมื่อก้าวเข้าไปในห้อง จะเห็นกระจกบานใหญ่จากพื้นจรดเพดาน ที่กินพื้นที่ผนังไปเกือบครึ่งห้อง เตียงนอนขนาดคิงไซส์ที่ถูกจัดวางให้หันหน้าออกไปดูวิวยอดเขาแบบเต็มสายตา เมษายนคือช่วงรอยต่อระหว่างฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ผลิ ทำให้ภาพที่เห็นยอดเขายังมีหิมะปกคลุมบางส่วน ตัดกับท้องฟ้า สีของยอดเขาจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามเวลาที่แสงแดดตกกระทบ ตั้งแต่สีชมพูอ่อนในยามเช้าไปจนถึงสีทองสว่างในยามเย็น มีระเบียงส่วนตัว พร้อม Daybed ตัวใหญ่และผ้านวมหนานุ่มเตรียมไว้ให้นอนขดตัวสัมผัสอากาศสดชื่นทางด้านนอก

รีสอร์ตแห่งนี้เปิดให้บริการตลอดทั้งปี ช่วงสกีฤดูหนาวตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม ตัวโรงแรมอยู่ติดกับลานสกี สามารถ Ski-in / Ski-out ได้สบาย มีห้องเก็บอุปกรณ์ให้พร้อม ช่วงหน้าร้อนเหมาะกับการเทรกกิ้งเดินป่า หรือช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี วิวจากห้องพักจะเปลี่ยนเป็นสีส้มทองตามสีของใบไม้

FORESTIS ถูกออกแบบมาให้เป็น “Retreat Center” ที่สมบูรณ์แบบ กิจกรรมส่วนใหญ่เน้นไปที่การฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม หรือ Holistic Wellness เช่น Wyda Yoga คือการฝึกโยคะแบบชาวเซลติกโบราณ เน้นการปรับสมดุลธาตุภายในร่างกาย ครูฝึกจะพาเราฝึกในห้องกระจกที่เห็นทัศนียภาพธรรมชาติโดยรอบ ส่วนของ The Spa & Water Elements มีสระว่ายน้ำระบบน้ำแร่ภูเขาที่เป็นทั้ง Indoor และ Outdoor สำหรับเราการได้แช่น้ำในสระ Outdoor ที่มีน้ำอุ่นตัดกับอากาศ 5 องศาภายนอก แล้วมองดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า รู้สึกโล่งสบาย ผ่อนคลายมาก นอกจากนี้ยังมีซาวน่าที่ใช้ความร้อนจากไม้หอมหลายชนิด และอ่างน้ำเย็นจัดที่ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตตามวิถีชาวเขา และ Forest Bathing การเดินเล่นสั้น ๆ ในป่าสนรอบรีสอร์ตในช่วงที่อากาศเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ลมเย็น ๆ ปนความอุ่นของแดดช่วยชาร์จพลังงานและเพิ่มวิตามินให้ร่างกายอย่างมหาศาล

อาหารที่นี่เป็นคอนเซ็ปต์ Forest Cuisine คือการเดินทางของรสชาติที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ห้องอาหารถูกออกแบบเป็นขั้นบันไดเพื่อให้ทุกโต๊ะได้รับชมวิวเขาอย่างทั่วถึง เมนูอาหารในแต่ละวันจะเปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่นและในป่ารอบ ๆ โรงแรม เชฟจะเน้นการดึงรสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบออกมา ไม่ว่าจะเป็นเห็ดป่า สมุนไพรหายาก หรือเนื้อสัตว์จาก Free Range Farm

เริ่มจากมื้อเช้า สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือ “Juice Bar” เป็นโซนห้องที่วางผักผลไม้สด ๆ ตามฤดูกาล หลากหลายชนิด ให้เลือกคั้นหรือแยกกากเพื่อคลีนร่างกายตามความชอบ กับน้ำผึ้งจากฟาร์มท้องถิ่นที่หอมหวานละมุน และที่พลาดไม่ได้คือขนมปังอบใหม่สไตล์ South Tyrolean ที่มีรสสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน เสิร์ฟพร้อมเนยสดจากวัวที่เลี้ยงในทุ่งหญ้าอัลไพน์ ส่วนเนื้อสัตว์ ไข่และอาหารอื่น ๆ ก็มีเสิร์ฟให้ไม่อั้นจนถึง 11.00 น.

สำหรับมื้อกลางวัน จะเป็นอาหารเบา ๆ เช่น สลัดผักออร์แกนิกที่โรยด้วยดอกไม้กินได้จากภูเขา หรือพาสต้าเส้นสดคลุกเคล้ากับเห็ดป่า ส่วนมื้อเย็นจะมีความพิเศษขึ้นมาอีกระดับ เชฟจะเสิร์ฟทั้ง A la carte และ Tasting Menu ที่ผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่กับวัตถุดิบดั้งเดิม ทุกจานบอกเล่าเรื่องราวของผืนป่า ตั้งแต่สมุนไพรหายาก รากไม้ ไปจนถึงเนื้อสัตว์จากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน รสชาติอาหารจะมีความซับซ้อน แต่รสชาติสะอาดสะอ้าน ทุกจานสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่เขาอยากให้เราสุขภาพดีจากภายใน หลังรับประทานข้าวเย็นเราจะไปนั่งข้าง Fire Pit หรือกองไฟกลางแจ้งของโรงแรม ที่หอมกลิ่นฟืนไม้สน หรือแช่น้ำอุ่นในสระ Outdoor ใต้แสงจันทร์ ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น

ทริปนี้เราเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปลงที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี แล้วจองรถตู้พร้อมคนขับมุ่งหน้าไปที่ Forestis ใช้เวลาประมาณ 5 ชม. (ราคาประมาณ 35,000 บาท/เที่ยว) เหตุผลที่ไม่เช่ารถ เพราะตั้งใจจะไม่ออกจากที่พักตลอด 3 วัน และทางขับขึ้นเขาคดเคี้ยวมาก ให้คนในพื้นที่ขับมาส่งจะปลอดภัยกว่า ส่วนขากลับเราไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน Innsbruck ประเทศออสเตรีย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง (ราคาประมาณ 8,000 บาท/เที่ยว) สำหรับคนที่อยู่นานและเที่ยวหลายที่ เช่ารถขับเองน่าจะคุ้มกว่าค่ะ

 

OUR INFLUENCER
คุณปิยะดา ปุณณกิติเกษม
เจ้าของเพจ PPGALLERY (พีพีแกลเลอรี่)

ในช่องทาง Instagram: @ppgallery
และ Facebook: PPGALLERY
www.ppgallery.net

เหมือนจันทร์ ศรีสอาด