ปักธง ‘เมืองแห่งการเรียนรู้’ ปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ ส่งเสริมความหลากหลาย และเท่าเทียม
กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับคัดเลือกจาก UNESCO ให้เป็นสมาชิกเครือข่ายระดับโลก เมืองแห่งการเรียนรู้ (UNESCO Global Network of Learning Cities – GNLC) เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ชูวิสัยทัศน์ ‘เรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาตลอดชีวิต’ เชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และสร้างสังคมแห่งการอ่าน
ในฐานะเมืองแห่งการเรียนรู้ กทม. จึงมุ่งมั่นขับเคลื่อน 5 ปัจจัยหลักอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
1️⃣ พัฒนาการเด็กปฐมวัย ส่งเสริมเด็กให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และจิตวิญญาณ
2️⃣ พัฒนาคุณภาพการศึกษาภาคบังคับ ให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาที่เท่าเทียม มีโอกาสเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21
3️⃣ พัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชน สนับสนุนการฝึกอบรม เพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ
4️⃣ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างสะดวก
5️⃣ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการพัฒนาเมือง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมสร้างสรรค์เมืองน่าอยู่
AI Coach ปฏิรูปการศึกษาไทยยุคใหม่
หลังจาก กทม. นำเทคโนโลยี AI มาเป็นครูผู้ช่วยในห้องเรียน ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง กทม. , Edsy (EdTech Startup) และ SVOA โดยใช้แอปพลิเคชันจาก Carnegie Mellon University ในโรงเรียนสังกัด กทม. 136 แห่ง ได้ผลลัพธ์ คือ นักเรียนกว่า 14,000 คน พัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษแบบก้าวกระโดด จาก ‘ศูนย์’ ไปยัง ‘พูดได้อย่างมั่นใจ’ โดยสถิติความสำเร็จของโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณ 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569) คะแนนสอบเฉลี่ยเพิ่มจาก 57.85% เป็น 71.87% ทั้งการออกเสียง (Pronunciation) คลังคำศัพท์ (Vocabulary) และความคล่องแคล่ว (Fluency) พัฒนาขึ้นจากระดับประมาณ 40-46% เป็นกว่า 50-59% และนักเรียน 94.5% บอกว่า AI Coach ใช้งานง่าย ฝึกออกเสียงได้จริง ทำให้กล้าพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ส่วนมุมมองของครู 95% เห็นด้วยว่า ช่วยลดภาระงานตรวจและงานประเมินผลต่าง ๆ มีเวลาสอนนักเรียนรายบุคคลมากขึ้น นับเป็นอีกโครงการที่แก้ปัญหาได้ตรงจุดจากการฝึกทักษะพูด-เขียนภาษาอังกฤษแบบเดิม ๆ สู่การมี AI เป็นโคชส่วนตัว ช่วยให้นักเรียนกล้าลองผิดลองถูกในพื้นที่ปลอดภัย จนเกิดพัฒนาการที่ ‘วัดผลได้จริง’
ติวเข้มทักษะ AI ใช้งานจริง-ชิงรางวัลได้
กทม. ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy Promotion Agency: depa) เปลี่ยนโฉมการศึกษาของ กทม. ให้ก้าวไกลสู่ระดับสากลด้วยงานอบรมเชิงปฏิบัติการ AI Literacy ภายใต้โครงการ ‘Coding Thailand 2026: AI Inspires the Future’ ณ ศูนย์ฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ สำนักการศึกษา เป็นงานที่เตรียมความพร้อมให้ครู กทม. 58 คน ติวเข้มตั้งแต่การวางกลยุทธ์สถานศึกษา การใช้เครื่อง AI ช่วยสอน ไปจนถึงการลงมือทำต้นแบบจริง เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘โคชนวัตกรรม’ ให้กับนักเรียนต่อไป โดยสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในการสอนให้สนุก ล้ำสมัย พร้อมสร้างทีมเฟ้นหา ‘นวัตกรจิ๋ว’ เข้าแข่งขันในเวทีของ depa ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเยาวชนกรุงเทพฯ ที่แข็งแกร่ง เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนนวัตกรตัวจริงให้กับประเทศ
นำร่อง ‘หลักสูตรอินเตอร์ฯ’
ยกระดับการศึกษามาตรฐานสากล
กทม. ยกระดับโรงเรียนในสังกัดให้ทัดเทียมระดับสากลผ่านโครงการยกระดับความสามารถภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนสังกัด กทม. ด้วยหลักสูตรมาตรฐานนานาชาติ ISCP (International Standard Curriculum Program) ซึ่งโครงการนี้ เน้น ‘การบ่มเพาะอย่างค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อให้ทั้งนักเรียน ครู และระบบสนับสนุนเติบโตไปพร้อมกัน โครงการนี้ร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สร้าง ‘พิมพ์เขียว’ ของหลักสูตรที่เหมาะสมกับบริบทไทยแต่ได้มาตรฐานสากล
🔘 จุดเด่น : เน้นการบูรณาการภาษาอังกฤษเข้ากับวิชาการ การคิดขั้นสูง และทักษะศตวรรษที่ 21
🔘 สมดุลสองภาษา : การก้าวสู่สากลต้องไม่ทิ้งอัตลักษณ์ไทย โดยเน้นการสร้างสมดุลระหว่างสองภาษาอย่างลงตัว
โรงเรียนวัดมหรรณพาราม สังกัด กทม. ได้รับเลือกเป็นต้นแบบนำร่อง ISCP โดยเริ่มต้นในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 ห้องเรียนละ 25 คน เพื่อการดูแลอย่างทั่วถึง ด้วยการเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้น มีการทำ Pre-Test ตั้งแต่อนุบาล 3 พร้อมสอนเสริมปรับพื้นฐานก่อนเริ่มเรียนจริง เพื่อไม่ให้นักเรียนรู้สึกกดดันจนเกินไป และทำการเรียนการสอนโดยครูเจ้าของภาษา (Native Speaker) ซึ่งคัดเลือกครูคุณภาพจากกลุ่มประเทศเป้าหมาย เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฯลฯ มีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน Cambridge เพื่อรับรองมาตรฐานการสอน (Cambridge Primary Checkpoint)
อัปเลเวลครูภาษาอังกฤษ
เพื่อยกระดับเด็กสู่มาตรฐาน CEFR
ปั้นอนาคต ‘พลเมืองโลก’
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีผู้มาเยือนกว่า 30 ล้านคนต่อปี การเข้าใจภาษาอังกฤษทั้งในฐานะภาษาที่สองหรือสามจึงสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งเมื่อทดสอบตามเกณฑ์มาตรฐาน CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ซึ่งเป็นกรอบมาตรฐานสากลจากยุโรป ที่ใช้วัดและอธิบายความสามารถทางภาษา พบว่านักเรียนของโรงเรียนสังกัด กทม. ผ่านระดับเริ่มต้น-A1 เพียงร้อยละ 3 เท่านั้น สะท้อนให้เห็นภาพรวมว่า เด็กที่เก่งภาษามีจำนวนน้อยมาก ดังนั้น กทม. ต้องพัฒนาทั้งนักเรียน ครู และผู้บริหารไปพร้อมกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นโครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ด้วยการสร้างเครือข่ายเพื่อนครู เพื่อช่วยเหลือกันทั้งด้านทักษะ ภาษา และเทคนิคการสอน เพื่อยกระดับการศึกษาของโรงเรียนสังกัด กทม. และ กทม. จัดโครงการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ รุ่นที่ 1-8 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา กทม. จำนวน 1,215 คน ให้มีความสามารถทางภาษาอังกฤษรายทักษะ (ฟัง พูด อ่าน เขียน) เพิ่มขึ้น
ฃ
‘Learn ไม่นิ่ง Community School’
เปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียน
‘Learn ไม่นิ่ง’ ไม่ใช่แค่แนวคิด แต่เป็นโครงการนำร่องของ กทม. ด้วยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกันเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียนไปแล้วกว่า 10 แห่ง โดยเริ่มต้นจากโรงเรียนสังกัด กทม. ฝั่งธนบุรี นำร่องสร้างเป็นโรงเรียนต้นแบบ เพื่อให้เกิดการขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งโรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติ หรือพื้นที่การเรียนรู้ต่าง ๆ
เพราะการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ไม่ควรถูกจำกัดให้นั่งนิ่ง ๆ อยู่แค่ในห้องเรียน แต่พวกเขาควรได้ออกไปเรียนรู้ สัมผัสชีวิตจริงนอกห้องเรียน รู้จักชุมชนรอบตัว และเข้าใจว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอย่างไร และนี่จึงเป็นที่มาของ โครงการ ‘Learn ไม่นิ่ง Community School’ โครงการที่นำการเรียนแบบ Community Based Learning (CBL) ที่ใช้กับโรงเรียนชั้นนำระดับโลกมาใช้ ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ชุมชนเป็นห้องเรียน เพื่อสร้างการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงนอกห้อง จากความร่วมมือของโรงเรียน ชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่
เทศกาลเล่นสุดยิ่งใหญ่
‘Just Play! เล่นได้เรื่อง’ พื้นที่แห่งโอกาสของเด็ก ๆ
เพราะความสุขของเด็ก ๆ เริ่มต้นจากการได้เล่นอย่างอิสระ ดังนั้น เพื่อให้ทุกการเล่นมีความหมาย ‘Just Play! เล่นได้เรื่อง’ กทม. จึงจัดเทศกาลแห่งการเล่นสุดยิ่งใหญ่ในช่วงปิดภาคเรียน (เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569) ที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะสองแห่ง ได้แก่ สวนเทียนทะเลพัฒนาพฤกษาภิรมย์ และ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กแบบครบวงจร เป็นพื้นที่แห่งโอกาสของเด็ก ๆ ได้เป็นตัวของตัวเองเต็มที่ สร้างรอยยิ้มและสร้างจินตนาการแบบไร้ขอบเขต อีกทั้งกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านร่วมกันมากกว่า 30 กิจกรรม มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะรอบด้านทั้งร่างกาย สติปัญญา และสังคม อาทิ สถานีปีนเขา เลโก้ยักษ์ ลานประลอง และวาดฝันปั้นเมือง โดยให้ทุกคนเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
Learn BKK ทุกที่คือ ‘ห้องเรียนชีวิต’
ที่ผ่านมา กทม. ร่วมสร้างกรุงเทพฯ เมืองแห่งการเรียนรู้ผ่านโครงการมากมาย พร้อมกิจกรรมที่หลากหลาย อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั่วกรุงเทพฯ ทั้งพัฒนาทักษะ เติมแรงบันดาลใจ และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
การขับเคลื่อนนโยบาย ‘Learning for Life, Opportunity for All เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต มอบโอกาสสำหรับทุกคน’ เดินหน้าภายใต้ 5 ปัจจัยหลัก ที่กล่าวไว้ในข้างต้น โดย กทม. ร่วมมือกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภาคีเครือข่าย ดำเนินตามแนวทางเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา เปลี่ยนเมืองเป็น ‘ห้องเรียนชีวิต’ ดังนี้
🔘 แก้ไขปัญหาเด็กหลุดจากระบบ กำหนดเป้าหมายไว้ 130,000 คน ปัจจุบันติดตามกลับเข้าสู่ระบบได้แล้วกว่าครึ่งหนึ่ง ผ่านการทำงานเชิงรุกลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของครู
🔘 สร้าง ‘โรงเรียนยืดหยุ่น (Flexible School)’ พัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับอาชีพจริง เพื่อให้การเรียนคือการลงทุนที่คุ้มค่า ไม่เสียเวลา และใช้ประโยชน์ได้จริง
🔘 เปลี่ยนเมืองเป็นห้องเรียน ปักหมุดสร้าง ‘เส้นทางเดินเรียนรู้ (Learning Route) ให้ครบ 50 เขต ใช้ทรัพยากรชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้
🔘 Next Learn แพลตฟอร์มสำคัญที่เชื่อมต่อการเรียนสู่โลกออนไลน์ ให้เด็ก ๆ พัฒนาทักษะได้ทุกที่ ทุกเวลา
การปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ ส่งเสริมความหลากหลายและเท่าเทียม มาจากโจทย์สำคัญของ กทม. ที่ไม่ใช่พัฒนาแค่คุณภาพการศึกษา แต่คือการทำให้การเรียนรู้มีความหมายกับชีวิต และตอบโจทย์ความแตกต่างหลากหลายของเด็กแต่ละคนได้ ซึ่งการเรียนรู้ในโรงเรียนแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับเด็กบางกลุ่ม กทม. จึงได้ปรับแนวคิดการออกแบบการศึกษาในรูปแบบใหม่ที่มุ่งเน้น ‘ระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่’ ที่เข้าถึงกลุ่มเด็กและเยาวชนในเมืองแบบเชิงรุก และมีความยืดหยุ่นในกระบวนการเรียนรู้ สามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ได้ในชีวิตจริง ตามนโยบาย ‘Learning for Life, Opportunity for All เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต มอบโอกาสสำหรับทุกคน’
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ eBook กทม.สาร
https://links.bookkurry.com/bkk_news_issue_302
