TOP

เปิดประสบการณ์บินบอลลูน เหนือเมืองหุบเขายุคหิน “คัปปาโดเกีย-ตุรกี” ราวกับดินแดนเทพนิยาย

เราเดินทางต่อมายังเมือง “คัปปาโดเกีย” (Cappadocia) ประเทศตุรกี ซึ่งเป็นปลายทางของทริปนี้ นอกจากความสวยแปลกตาแล้ว “ตุรกี” ยังเป็นประเทศที่ไม่ต้องขอวีซ่า แถมตอนนี้ค่าเงินตกลงกว่า 40% ทำให้ค่าเดินทาง อาหาร ที่พัก ช้อปปิ้ง ต่างๆ นานา ก็ถูกตามลงไปด้วย มีราคาโรงแรมที่แป๋มอยากพัก ที่ยังสูงสะเทือนบัตรเครดิตอยู่อย่างเดียว แต่ก็ไม่ทำให้ผิดหวังค่ะ

 

แป๋มนั่งเครื่องบิน 1.5 ชั่วโมง จากอิสตันบูล (Istunbul) มาลงที่สนามบิน Nevsehir Kapadokya และนั่งรถต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง ก็ถึงเมืองเล็กๆ ชื่อ Goreme ซึ่งสถานที่เที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่แถวนั้น ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหุบเขาเหมือนในยุคหิน เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีต จนถูกลาวาปกคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ ซึ่งต่อมาถูกลมฝนกัดกร่อนจนกลายเป็นสภาพหุบเขา ร่องลึก บางที่จะแปรสภาพเป็นเสาหิน กำแพง ถ้ำ ปล่อง และอีกสารพัดรูปทรง เหมือนประหนึ่งดินแดนในเทพนิยาย จนชนพื้นเมืองได้ขนานนามว่า “Fairy Chimneys” หรือ “ปล่องไฟนางฟ้า” ซึ่งเนื้อหินในหุบเขาแห่งนี้จะอ่อนนิ่ม เหมาะในการแกะสลัก เจาะ ขุด เป็นโบสถ์หรือบ้านเรือนไว้อยู่อาศัยนั่นเอง

เราพักที่นี่ทั้งหมด 3 คืน เพราะตั้งใจมาขึ้นบอลลูนโดยเฉพาะ ซึ่ง “บอลลูน” จะขึ้นในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นเท่านั้น เราจึงต้องอยู่ขั้นต่ำ 2 คืน เพื่อเช้าวันนึงไปขึ้นบอลลูน ส่วนเช้าอีกวันก็ถ่ายรูปด้านล่างคู่กับวิวบอลลูนเต็มท้องฟ้า บอกเลยว่าสวยแบบไม่อยากละสายตาทั้งคู่ ส่วนคืนที่ 3 อยู่เผื่อไว้อีกคืน เพราะบอลลูนอาจจะไม่ได้ขึ้นทุกวัน ถ้าวันไหนลมแรง วันนั้นก็จะยกเลิก โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า แต่โชคดีมาก ช่วงที่ไปบอลลูนขึ้นได้ทุกวันเลย

แป๋มเลือกพักที่ “Museum Hotel” ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือ Relais & Chateaux แห่งเดียวในตุรกี โครงสร้างทำจากหิน บรรยากาศเหมือนได้นอนอยู่ในถ้ำ ห้องแต่ละห้องมีเอกลักษณ์แตกต่างกันออกไป ห้องที่จองมีอ่าง Jacuzzi ให้นอนแช่ตัว พลางจิบไวน์ ดูวิวหุบเขาที่โอบล้อมผ่านหน้าต่างของห้องพัก ชิวมากๆ ด้านนอกมีลานระเบียงกว้าง หันหน้ารับพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมบอลลูนในยามเช้า กับสระว่ายน้ำอุ่นกลางแจ้งสีฟ้าคราม ซึ่งเป็นมุม Signature ของ Museum Hotel ที่ถูกแชร์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลกออนไลน์ และยังมี “Turkish Breakfast Tray” อาหารเช้าชุดพิเศษให้สั่งรับประทานบนระเบียงตึก ที่ยื่นออกมารับแดดพร้อมชมวิวบอลลูนยามเช้า ในราคาที่ (สูง) เป็นพิเศษไม่แพ้กัน

คนส่วนใหญ่จะซื้อทัวร์มาเที่ยวเป็นกรุ๊ปจากเมืองไทย เพราะราคาคุ้มค่ามาก แต่ถ้ามาเที่ยวเอง จะเดินทางหลักๆ ได้ 2 วิธี คือ เช่ารถขับ กับ ซื้อ Local Tour แบบรายวัน ส่วนแป๋มไม่ใช่ทั้ง 2 วิธี เป็นแบบที่เพื่อนแนะนำมาคือ จ้างแท็กซี่แบบเหมาวัน อยากไปไหนบ้างก็บอกคนขับ (พูดภาษาอังกฤษได้) ให้เขาจัดเส้นทางแล้วจอดรอรับส่งเราไปเรื่อยๆ สะดวกมากสำหรับคนที่ตารางไม่แน่นอน ซึ่งราคาจะสูงหน่อยอยู่ที่วันละ 120 ยูโร ประมาณ 8 ชั่วโมง

 

สถานที่เที่ยวแต่ละแห่งจะอยู่ไม่ไกลกันมาก เริ่มจาก “Goreme Open Air Museum” หนึ่งแลนด์มาร์คที่ทุกคนต้องมาแวะชม ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เหมือนเป็นการบอกเล่าเรื่องราวในอดีตว่า คนโบราณแถบนี้ อาศัยอยู่ในถ้ำกันยังไง ผ่านภาพวาดตามผนังถ้ำ

มาเดินเล่นต่อใน “Goreme Town” แวะรับประทานอาหารพื้นเมือง ซื้อของฝาก และที่แนะนำคือ Turkish Ice-Cream ที่จะคุ้นเคยกับภาพคนขายเล่นมุกแกล้งลูกค้า ไม่ให้ได้ไอศกรีมสักที

“Galerie Ikman” ร้านพรหมที่โด่งดังโดยไม่ได้มีพรมไว้ขายอย่างเดียวอีกต่อไป ด้วยความสวยงามและแพงมากของพรม ลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่ จะมาชื่นชม ถ่ายรูปแต่ไม่ซื้อ เขาเลยดัดแปลงธุรกิจโดยเอาพรมที่ขายอยู่ มาจัดวางเป็นพร็อพ และเก็บค่าบริการกับนักท่องเที่ยวที่อยากมาถ่ายรูปกับพรมของร้านแทน

ส่วน ภูเขาหินรูปทรงกรวยคล้ายเห็ดยักษ์ (ห้ามคิดลึก) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เรารู้จักกันในชื่อ “ปล่องไฟนางฟ้า” หรือ “Fairy Chimneys” สังเกตได้จากบางปล่องมีช่องและประตู ซึ่งเคยเป็นที่พักอาศัยของคนโบราณ

“Uchisar Castle”ปราสาทหินสวยงามขนาดใหญ่ที่ตั้งเด่นอยู่กลางชุมชน ที่มีการเจาะจนดูคล้ายรังปลวก จริงๆ แล้วทำเป็นบ้านถ้ำเพื่ออยู่อาศัย แถมยังมีคาเฟ่เล็กๆ แฝงตัวอยู่ให้ได้พักเหนื่อย ดื่มกาแฟกันอีกด้วย “The Blue Evil Eye Tree” ตาสีฟ้า หรือที่นักท่องเที่ยวทั่วไปมักจะเรียกว่า “Blue Eye” ของที่ระลึกอย่างหนึ่งที่ใครมาเที่ยวตุรกีแล้ว มักจะหาซื้อกลับไปเป็นของฝาก ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางที่คอยขับไล่ความชั่วร้าย

ปิดท้ายด้วยประสบการณ์สุดประทับใจจากการขึ้นบอลลูนเป็นครั้งแรก เริ่มต้นจากรถตู้จะมารับที่โรงแรมตอนตี 5 เพื่อไปรอขึ้นบอลลูนตอน 6 โมงเช้า อุณหภูมิช่วงเช้ามืดประมาณ 3 องศา มีแอบหนาวสั่นพอสมควร (ช่วงตุลาคม 2562) บอลลูนที่เราขึ้นจุได้ 12 คน แบ่งเป็น 4 ช่อง ซึ่งนักบินจะอยู่ตรงกลางคอยบังคับทิศทาง พลางบอกเล่าถึงสถานที่ด้านล่างไปด้วย เมื่อไปถึงจุดปล่อยบอลลูน เป็นพื้นที่โล่งกว้าง รอบข้างมีบอลลูนหลากสีสัน เล็กใหญ่ ทยอยลอยจุดขึ้นไปทีละลูกๆ จังหวะบอลลูนลอยขึ้น ขึ้นไปสบายๆ ไม่โคลงเคลงอย่างที่คิด บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยบอลลูนหลากสี ลอยอยู่เต็มท้องฟ้า เหมือนหยุดเวลาได้ มองไปด้านล่างจะเห็นสถานที่ต่างๆ เราไปเที่ยวมาจากมุมสูง (ที่สูงมากจริงๆ) ตอนบอลลูนขึ้นไปฟ้ายังไม่สว่าง พอขึ้นไปอยู่ข้างบนสักพัก นักบินจะบอกให้เราหันไปดูแสงแรกของพระอาทิตย์ยามเช้าที่กำลังจะโผล่พ้นขึ้นมา เป็นจังหวะที่โรแมนติกมาก สวยประทับใจมากกว่าที่คิดไว้ซะอีก เราอยู่บนนั้นประมาณ 1 ชั่วโมง พอตอนลง นักบินจะบังคับบอลลูนค่อยๆ ลงมาจอดบนรถกระบะที่มารับอยู่ จากนั้นก็เป็นธรรมเนียมเปิดแชมเปญฉลอง พร้อมมอบใบประกาศณียบัตรเป็นที่ระลึก แล้วรถตู้ก็จะส่งเรากลับถึงโรงแรมประมาณ 7.30 น. ได้กินข้าวเช้าต่อพอดี

การจอง Balloon Tour Package แนะนำให้จองกับโรงแรมที่พักจะปลอดภัยที่สุด เพราะถ้าวันนั้นบอลลูนเกิดยกเลิก เราจะไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้เงินคืน (คนละ 220 ยูโร) และสำหรับร้านอาหารถูกใจในเมืองนี้ มีอยู่ 2 ร้าน คือ ร้าน Reserved Restaurant & Lounge เป็นอาหารพื้นเมืองที่ดูทันสมัยกว่าทั่วไป เมนูหลากหลาย รสชาติกลมกล่อม อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม อีกร้านคือ Lil’a Restaurant อยู่ใน Museum Hotel ที่เปิดให้เราฝากท้องได้ตลอดทั้งวัน

ใครอยากตามไปเที่ยวที่ “อิสตันบูล” ต่ออีก 1 คืน เจอกันเล่มหน้านะคะ

 

ที่มา : AROUND MAGAZINE

เรื่อง : PPGALLERY

AROUND Magazine นิตยสารรายเดือน ที่นำเสนอสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวด้วยมุมมองใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือก แรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิตสำหรับคนเมือง เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นคู่มือการใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่ศิวิไลซ์ให้รื่นรมย์และสนุกกับการตามติดเทรนด์ สุดทันสมัยอยู่ตลอดเวลา