TOP

ชีวิตต้องบาลานซ์ของนักบริหาร พิธีกร ดาราขวัญใจ ไอคอนแห่งยุค 90s “อั๊ต-อัษฎา พานิชกุล”

คิดถึงกันบ้างมั๊ย!!! คำทักทายน่ารักๆ ของนักแสดงหนุ่ม พิธีกรขวัญใจทั้งสาวใหญ่ สาวน้อย สาวไทย และสาวเทศ ฮอตฮิตติดชาร์ตทำเนียบดาราหน้าลูกครี่งมากฝีมือ ที่แจ้งเกิดโดดเด่นโด่งดังอย่างที่สุดในช่วงปี ค.ศ.1990 (พ.ศ.2533) หรือยุค 90s เป็นต้นมา เรียกได้ว่าครั้งหนึ่ง AROUND Magazine ต้องขอคว้าคิวทองจองขึ้นปกนิตยสารมาแล้ว และเชื่อแน่ว่าใครที่เกิดในยุค Baby Boomer ตอนปลาย Gen X และ Gen Y คงได้ผ่านตาผลงานเขาคนนี้มาอย่างมากมาย “อั๊ต – อัษฎา พานิชกุล” ชื่อนี้ถูกเรียกขานเป็นที่รู้จักในวงกว้างบนเส้นทางบันเทิงกว่า 28 ปี ยาวนานจนถึงทุกวันนี้ หลังจากที่ “อัษฎา” เกิดและเติบโตใช้ชีวิตในต่างแดน ณ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาปักหลักชีวิตในประเทศไทยอย่างถาวร

เดิมทีแม้จะยังไม่มีภาพในหัวที่ชัด ของการวางแผนชีวิตในเมืองไทยเมื่อครั้งวัยทีน แต่หนุ่มไทยเชื้อสายจีน-มองโกล หน้าคม และชอบมัดผมจุก “แบบแมนบัน” สไตล์อเมริกัน โดดเด้งด้วยคาแรคเตอร์มั่นๆ แบบลูกครึ่งสาย ฝ. (ฝรั่ง) ที่เมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องพลิกผันชีวิตอยู่ไทย ได้ผันตัวเข้าสู่วงการโฆษณา สร้างผลงานเรื่อยมาจนเป็นที่ต้องตาได้รับบทดารานำในละครสร้างชื่อหลายเรื่อง ปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเป็นเทรนด์ ในยุคที่เปิดทางให้นักแสดงรุ่นใหม่สไตล์ลูกครึ่ง ได้เติบโตบนเส้นทางบันเทิงไทย ยุค 90s ถือเป็นอีกยุคทองแจ้งเกิดของเหล่าคนดังมากมาย ในทำเนียบดาราขวัญใจยุคเดียวกัน อย่าง ทาทายัง, เรย์ แมคโดนัลด์, แอนดริว เกร้กสัน, อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม, หลุยส์ สก๊อต, แอน ทองประสม, แอน สิเรียม, เจ มณฑล จิรา, แหม่ม แคทลียา และ “อัษฎา” ก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่อยู่ในกลุ่มดาราดาวรุ่งแถวหน้า เรียกได้ว่าเขาเป็นผู้ที่ก้าวและล้ำไปไกลก่อนใคร

สังคมชีวิตในต่างแดน หล่อหลอมให้ “อัษฎา” เข้มแข็งทั้งทางความคิดและการเป็นตัวตนที่มีความเชื่อมั่นสูง สปอร์ตไลท์ชีวิตของหนุ่ม “อัษฎา” ผู้มีสายตามองไกล จึงถูกฟอลโล่จับตา จัดว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในความสนใจ ไม่ว่าเขาจะลงมือทำอะไร และเขายังเป็นเสมือนตัวแทนแห่งยุคที่ประสบความสำเร็จไวด้วยตัวเอง มีชื่อเสียงดังไกลไปถึงต่างแดน ความพยายาม ความมุ่งมั่น ความฝัน และการลงมือทำอย่างสุดกำลังไปให้สุดทาง ส่งผลให้ทุกบทบาทและทุกสเต็ปชีวิต เป็นประสบการณ์อันล้ำค่าไม่แม้แต่ตัวเขาเอง แต่ยังส่งต่อพลังและแรงบันดาลใจอินสไปร์สู่คนรุ่นหลัง ที่ยกให้เป็นแบบอย่างของนักบริหาร นักคิด และนักต่อสู้ชีวิตคนหนึ่งเลยทีเดียว กล้าที่จะเปิดโลกใบใหม่ คิดนอกกรอบ และไร้ซึ่งขีดจำกัด

 

วันนี้ “AROUND ONLINE” ไม่พลาด! ที่จะเชื้อเชิญ “อัษฎา” มาพูดคุยเปิดใจด้วยความคิดถึง อัพเดทไลฟ์สไตล์และอีกบทบาทของการเป็นนักบริหารสายงานดิจิตอล การเดินทางที่ผ่านความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย บอกอะไรกับเขา รวมถึงมุมมองที่ “อัษฎา” ฝากถึงเราทุกคน

“ยุคที่เรียกว่าดิจิตอล อะไรก็รวดเร็วดั่งใจ การเปิดรับข้อมูลที่มาเร็วไปเร็ว ตัดสินใจเร็ว ทำให้เกิดการผิดใจกันง่าย ต้องกรองให้ดีๆ เหมือนดาบสองคม ต้องระมัดระวัง หาความสมดุล และใช้ชีวิตอย่างบาลานซ์ดีกว่า” 

ย้อนภาพจำวัยทีน

อั๊ตอัษฎา ไอคอนยุค 90s

อัษฎา – “จำได้ว่าตอนนั้นตัวเองเป็นคนที่นำทรงผมจุก ที่เรียกว่า “แมนบัน” (Man Bun) เลยนะ แต่ยุคนี้แมนบัน กลับมาฮิตกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ยุคนั้นจะชอบทำทรงผมสารพัดเลย ย้อมผมด้วย แล้วก็มักจะโดนคนคอมเม้นท์เยอะมาก ว่าทำทรงผมอะไรแบบแปลกประหลาด ผู้ชายเค้าไม่ทำผมจุกกันอะไรแบบนี้ คือรู้สึกว่าในยุคนั้นจะเป็นยุคที่เป็นคนค่อนข้างอินกับ Brit-Pop (บริทพ็อพ), British Pop (บริติชพ็อพ) กับ ออลเทอร์นาทิฟ เพราะว่ามาสายวีเจครับ วีเจในยุค 90s ก็คือพิธีกรในยุคหนึ่งที่เคยมีช่องเพลง แต่ก่อนยังไม่มีเทคโนโลยีพวก Tablet (แท็บเล็ต) iPhone (ไอโฟน) iOS (ไอโอเอส) Android (แอนดรอยด์) ทุกคนเวลากลับบ้านไปดูทึวี และอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างเป็นสิ่งที่ดังในยุคนั้น ก็คือ “ช่องเพลง” นี่ล่ะ ผมก็เติบโตมาในยุคที่เป็นมิวสิควิดิโอ เอ็มทีวี ชาแนลวี แล้วในยุคนั้นคือการที่เราอยู่กับเพลง มันจะเป็นคนละอารมณ์จากยุคนี้เลย ยุคนี้เราชอบหรือสนใจเรื่องอะไร ก็สามารถเข้าถึงได้ด้วยตัวเองทันที รวดเร็วทันใจ แต่ในยุคนั้นจะต้องมีผู้นำการเข้าถึง อย่างต้องการฟังเพลง ผู้นำสู่บทเพลงก็จะเป็นกลุ่มดีเจ หรือวีเจ เป็นสิ่งที่จำได้ดีเลยในยุคนั้น เพราะผมก็เป็นหนึ่งในวีเจ ที่น่าจะอยู่ในแนวหน้าของการนำเสนอเพลงในยุค 90s คนหนึ่งครับ”

-||-

 

เข้าใจผิดค่อนประเทศ คิดว่าเป็นลูกครึ่ง สาย ฝ.(ฝรั่ง)

แท้จริง! ไทยเชื้อสายจีน มองโกเลีย

อัษฎา –  “ก็เข้าใจได้นะว่าจริงๆ แล้วใบหน้าของผมเหมือนลูกครึ่งอ่ะครับ คนจะเข้าใจผิดเสมอว่าผมมีพ่อฝรั่ง หรือมีแม่ฝรั่ง แต่พ่อกับแม่เป็นคนไทยเชื้อสายจีนครับ แล้วที่สำคัญ ผมเพิ่งได้รู้ความจริงอีกเรื่องจากพ่อว่า ผมก็มีเชื้อสายมองโกเลียอีกด้วย และนี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ช่วงที่คุณน้า (น้องชายพ่อ) เสียชีวิต เราได้คุยกันถึงคุณปู่ พ่อเล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วคุณปู่มาจากภาคเหนือของจีนฝั่งมองโกเลีย แบบว่าใช้ชีวิตมามากกว่าครึ่งชีวิต ไม่เคยรู้เลยว่าเราก็มีเชื้อสายมองโกลอีกด้วย ตลอดชีวิตผมชินกับคำถามที่ว่าผมมีเชื้อสายฝรั่ง หรือลูกครึ่งฝรั่งหรือเปล่า! แต่พอมารู้ว่าแท้จริงเราก็มีเชื้อสายมองโกเลีย ก็เริ่มไม่แปลกใจแล้ว ผมเคยไปมองโกเลียมาครั้งหนึ่ง  ซึ่งมีพรมแดนทางเหนือติดกับประเทศรัสเซีย และทางตอนใต้ติดกับประเทศจีน เลยได้พบว่าคนมองโกเลียมีหน้าตาที่ดูคล้ายลูกครึ่ง สีผมจะเข้มมาก สีผิวตัวขาว และสีตาอ่อน นี่อาจเป็นที่มาที่ทำให้ผมมีหน้าตาออกมาในลักษณะแบบเดียวกันนี้ (ยิ้ม)”

-||-

 

เสน่ห์ของ “อั๊ตอัษฎา”

ที่ทำให้คนค่อนประเทศตกหลุมรัก

อัษฎา “อันนี้ไม่รู้จริงๆ นะ (ยิ้มกว้าง) อาจต้องถามจากคนรอบข้างครับ แต่ถ้าผมคิดหรืออาจเพราะผมเป็นคนที่อารมณ์ดีมั้งครับ จะมีความขี้เล่น สดใส ถึงแม้จะเครียดขนาดไหนก็ตาม พอมาเป็นผู้บริหารที่ทำงานเบื้องหลัง ก็เป็นกันเองกับทีมงาน และนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งก็ได้ครับ ที่ทำให้ผมดูมีชีวิตชีวาเสมอ”

-||-

 

หล่อ เพอร์เฟ็คท์ พิมพ์นิยม

อัษฎา “คำว่าเพอร์เฟ็คท์รู้สึกว่ามัน Subjective มากเลยอ่ะครับ ยุคสมัยเมื่อมันเปลี่ยนไปในแต่ละปี ก็จะมีความนิยมที่แตกต่างไปด้วย เช่นยุคที่ผมเข้าวงการใหม่ๆ นิยมลุคแบบลูกครึ่งฝรั่ง ยุคนี้วัฒนธรรมเกาหลีเข้ามาทรงอิทธิพล คนก็อยากมีลุคแบบเกาหลีด้วย ไม่ว่าจะไปศัลยกรรมทำหน้าสไตล์เกาหลี แต่งตัวตามแฟชั่นเกาหลี ฟังเพลงเกาหลี ซึ่งเรื่องนี้พูดยากว่าอะไรคือเพอร์เฟ็คท์ เพราะเพอร์เฟ็คท์ในสายตาคน มันแตกต่างกันออกไป ทุกวันนี้เวลาผมเจอใครก็ตามพยามยามบอกให้เป็นตัวเองดีกว่า สวยหล่อในแบบที่เป็น อย่างน้องๆ บางคนตาชั้นเดียว ผมก็บอกว่าอย่าไปทำอะไรนะ เพราะกลายเป็นว่าคนตาชั้นเดียวก็จะไปผ่าตัดให้เป็นตาสองชั้นเหมือนกันหมด ไม่มีความแตกต่าง ต่อไปตาชั้นเดียวนี่ล่ะจะได้รับความนิยม ความเพอร์เฟ็คท์ที่ว่า มันมาในหลายรูปแบบนะครับ”

-||-

 

ความเก๋าที่ไม่มีวันเก่า เสน่ห์ของยุค 90s

อัษฎา – “ในยุค 90s ที่แน่นอนตอนนั้นโซเชียลมีเดียยังไม่เข้ามา เราจะโฟกัสกับโมเม้นท์ต่างๆ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกในช่วงเวลานั้นๆ อย่างเต็มที่ เช่น ไปดูคอนเสิร์ตก็จะโฟกัสกับการฟังเพลง ยุคสมัยนี้ทุกคนมีสมาร์ทโฟน ยกขึ้นมาไลฟ์สด อัพสตอรี่ เซลฟี่ บันทึกภาพตลอดเวลา แทนที่จะตั้งใจฟังเพลง เอ็นจอยโมเมนท์ของบรรยากาศคอนเสิร์ต ในหลายครั้งที่ศิลปินจะแกล้งพูดหยิกแกมหยอกเย้าประชดคนดูเรื่องนี้ มันกลายเป็นพฤติกรรมปกติของคนยุคสังคมออนไลน์ไปแล้ว ที่ต้องอัพเหตุการณ์ให้ทันใจในโลกออนไลน์ ยุค 90s เมื่อย้อนกลับไปนึกถึงจำได้ว่ามีสิ่งที่ฮอตฮิต อย่าง Photo Booth (โฟโต้บูธ) ที่มีอยู่ตามห้าง วัยรุ่นต้องวิ่งเข้าไปถ่ายรูปสติกเกอร์ จำได้เลยว่าเราจะมีสมุดเล็กๆ เอาไว้สะสมสติกเกอร์ที่ถ่าย ทุกวันนี้พอกลับไปรื้อของเก่าสะสม มันสะท้อนความทรงจำขึ้นมาเป็นฉากๆ ว่านี่เป็นยุคของเรา 90s ที่มันเคยฮิตมาก

รวมถึงเป็นคนที่ชอบเล่นของเล่นก่อนคนอื่น จำได้ว่าตอนที่โรลเลอร์เบลด ออกมาใหม่ๆ จะมีลูกพี่ลูกน้องเรียนอยู่ที่จุฬาฯ เอาโรลเลอร์เบลดมาจากอเมริกา เรียกว่าไปไหนมาไหนก็ต้องสไลด์ตัวไปด้วยโรลเลอร์เบลด ถ้าเปรียบสมัยนี้ก็คงจะเป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า หรือรองเท้าไฟฟ้า แต่ย้อนยุคกลับไปจะเห็นว่าความนิยมในโรลเลอร์เบลด คนทั่วไปมองว่าเป็นสิ่งล้ำสมัย เพราะโรลเลอร์สเก็ตที่มี 4 ล้อนั้นได้เข้ามาฮิตก่อน แล้วก็พัฒนามาเป็นโรลเลอร์เบลดล้อแถวเดียว ไปไหนมาไหนคนทั่วไปก็จะถามว่ามันคืออะไร และอีกอย่างครับ ถ้าพูดถึงวงการบันเทิงยุค 90s จะนึกถึงความชัดเจนในเอกลักษณ์ของเพื่อนๆ วงการบันเทิง เพราะว่าตอนนี้พอเราอยู่ในช่วงยุคสมัยใหม่ ดิจิทัลทรานฟอร์เมชั่นเอจ (Digital Transformation Age) เรามักมีคำถามว่าตัวตนที่แท้ของเราอยู่ตรงไหน คนมากมายทำในสิ่งที่ตามกระแส สวมเอาคาแรคเตอร์ของคนที่เราชื่นชอบแล้วบอกว่านี่เป็นตัวตน แต่ในยุค 90s จะเห็นภาพชัดในความต่างของคนในรุ่นเดียวกันที่ต่างยุค เพื่อนๆ ในวงการบันเทิงหลายคน ที่มีคาแรคเตอร์เป็นตัวเองเด่นชัด ยกตัวอย่าง “เรย์ แมคโดนัลด์”, “ทาทา ยัง”, “แอนดริว” หรือแม้แต่ตัวผมเอง เรามีความเป็นตัวตนที่ชัดมากและยังคงเป็นเช่นนั้น นอกจากว่าเราเป็นคนแบบไหนก็คือแบบนั้นแล้ว สื่อ สังคม และสิ่งแวดล้อมรอบตัวก็มีส่วน”

 

-||-

 

กระแสของเทรนด์ที่เกิดขึ้นจากคนดังแห่งยุค 90s

อัษฎา “ถ้าพูดถึงแฟชั่น เราผ่านวงการมาหลายยุคสมัย จนรู้สึกว่ามันเหมือนกับเป็นวัฎจักร ที่มีการหยิบยืมคาแรคเตอร์และความโดดเด่นของแฟชั่นในแต่ละยุค มาประยุกต์ให้เข้ากับปัจจุบัน บวกกับแนวคิดแฟชั่นของคนรุ่นใหม่ยุคใหม่เข้าไว้ด้วยกัน วนกลับมากลับไปครั้งแล้วครั้งเล่า หลายครั้งจะเห็นว่าแฟชั่นโชว์บนแคทวอล์กของเหล่าดีไซเนอร์ดังๆ เขาก็กลับไปดึงเอาเสน่ห์กลิ่นอายเอกลักษณ์ของยุคเก่ามาประยุกต์ดัดแปลงใหม่ อันนี้ที่เห็นได้ชัดในส่วนของแฟชั่นอีกจุดหนึ่ง ก็คือ เรื่องของ “คนกระแส” มีในทุกยุคสมัยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น นักร้อง ศิลปิน ที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ทรงอิทธิพลต่อความคิดของคนวงกว้าง ที่ชื่นชอบและเกิดเป็นความจงรักภักดีสนับสนุนในผลงาน จำได้มั๊ยในยุค 90s เป็นยุคของบอยแบนด์ชื่อดัง Backstreet Boys หรือ N Sync, Britney Spears กลุ่มศิลปินเหล่านี้ ทำให้เราได้เห็นกระแสของเทรนด์ที่เกิดขึ้นจากคนดังแห่งยุค ทรงอิทธิพลต่อความนิยมทั้งในผลงาน ความเป็นตัวตน และการแต่งตัว ส่งผลข้ามโลกถึงฝั่งบ้านเรา กระแสฮอตฮิตที่เค้านำเทรนด์ เราก็แต่งตัวตาม”

-||-

 

เงินก้อนแรกที่ได้จากการทำงาน

เอาไปทำอะไร

อัษฎา – “เงินก้อนแรกที่ซื้อเป็นชิ้นใหญ่ให้กับตัวเอง น่าจะเป็น สเก็ตบอร์ด ครับ เพราะจำได้ว่าความที่โตที่เมืองนอก พ่อแม่สอนทางอ้อมให้รู้จักคุณค่าของเงิน อยากได้อะไร ให้เก็บเงินซื้อเอง จำได้ตั้งแต่ตอนอายุได้ประมาณ 9 ขวบ ก็หางานอดิเรกทำแล้ว งานแรกในชีวิตเลย คือ ส่งหนังสือพิมพ์ เป็น Paper Boy เพราะเห็นเพื่อนรุ่นพี่ทำ เค้าจะขี่จักรยานส่งหนังสือพิมพ์เหมือนกับในหนังยุคเก่าเลย แล้วก็ม้วนโยนไปตามบ้าน แต่ว่างานแรกยังไม่ได้เก็บเงินซื้ออะไรเป็นชิ้นใหญ่ได้ ซื้อได้พวกของชิ้นเล็ก ตอนนั้นบ้าการ์ตูนคอมิกส์ (Comics) มาก ก่อนที่เอ็กซ์เมน (X-Men), สไปเดอร์แมน (Spider-Man), อเวนเจอร์ส (Avengers) เหล่านี้จะมาเป็นภาพยนตร์ ยุคนั้นมันจะอยู่ในรูปแบบการ์ตูนคอมมิกส์บุ๊คส์ ผมสะสมไว้เยอะเลย เงินก้อนแรกตรงนี้ล่ะ เอาไปซื้อพวกการ์ตูนส์ เป็นชิ้นแรกแบบชิ้นราคาเบาๆ สำหรับของชิ้นใหญ่ที่อยากได้มากๆ เลย แต่แม่ไม่ยอมซื้อให้ (หัวเราะ) สเก็ตบอร์ด คือผมเป็นสายสเก็ตนะ ชอบสเก็ตไปไหนต่อไหนมาก แต่ว่าไม่มีเงินซื้อเองได้ แม่ก็ไม่ยอมซื้อให้ ต้องหาวิธีเก็บเงินเอง ตอนนั้นพ่อกับแม่เริ่มทำธุรกิจร้านอาหารไทยที่อเมริกา ผมน่าจะอายุราวๆ 12-13 ปี ก็เริ่มทำงานที่ร้านของพ่อกับแม่ เริ่มต้นเป็นบ๋อยเด็กล้างจาน พอโตมาอายุได้สัก 14-15 ค่อยขยับมาเป็นเด็กเสิร์ฟ”

-||-

 

น้อยคนจะรู้ว่า อั๊ต-อัษฎา เป็นนักสู้ชีวิตคนหนึ่ง

เมื่อมีช่วงเวลาที่แย่ สลัดความอ่อนแอทิ้งไปยังไง

อัษฎา “ถ้าพูดตรงๆ นะครับ ภาพลักษณ์ของคนที่เป็นคนของประชาชน ส่วนใหญ่คนทั่วไปจะเห็นเราเพียงด้านเดียว ด้านที่สวยงามหรือในด้านที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่ความจริงชีวิตคนเราทุกคนก็มีขึ้น มีลง แม้แต่ผมเอง การจัดการกับความรู้สึกแย่ๆ สำหรับผมเราต้องมีกำลังใจที่ดีก่อน โดยมีครอบครัวเป็นที่ยึดเหนี่ยว มีเพื่อนที่เป็นเพื่อนแท้ เพื่อนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างกันทั้งในวันที่สุขและทุกข์ สามารถพูดคุยได้อย่างตรงไปตรงมา เราไม่ควรรับฟังแต่เรื่องที่สวยงามด้านเดียว เสียงสะท้อนของคนอื่นที่มีต่อเรา นั่นจะทำให้เราได้เรียนรู้ตัวเองด้วยเช่นกันนะครับ”

-||-

 

วิสัยทัศน์มองไกล มักเลือกทำในสิ่งที่ล้ำ

ก่อนคนรุ่นเดียวกันเสมอ

อัษฎา “อาจจะเป็นเพราะผมชอบที่จะเรียนรู้ตลอดเวลานะครับ มันช่วยให้เรามีโลกที่กว้างขึ้น การที่ผมได้มีโอกาสเรียนรู้เร็วจากการทำงานตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ทำให้ผมรู้คุณค่าของเงิน และคุณค่าของคนที่อยู่รอบตัวผม ทุกวันนี้พอมาอยู่ในส่วนงานบริหาร ก็ยิ่งเข้่าใจเพื่อนร่วมทีม ความที่เราเคยเริ่มต้นจากการทำทุกอย่างตั้งแต่การทำงานระดับล่าง จนถึงระดับบริหาร อย่างที่เคยแชร์ว่าตอนสมัยผมอยู่เมืองนอก ผมเริ่มงานจากเป็นเด็กล้างจาน แล้วขยับขึ้นมาเป็นเด็กเสิร์ฟ จากเด็กเสิร์ฟมาเป็นแมเนเจอร์ร้านอาหาร คือเรียกได้ว่าทำให้เห็นและสัมผัสทุกระดับชั้นของการทำงาน จนมาถึงทุกวันนี้ มันทำให้ผมเข้าใจเพื่อนร่วมทีมของเรา ว่าทุกคนต่างมีตัวตน ในเมื่อเรารู้ว่าเค้ามีตัวตน เราก็จะเข้าใจคุณค่าของกันและกัน”

-||-

 

เป็นนายแบบโกอินเตอร์ยุคแรกๆ

ชอบที่จะชาเลนจ์ตัวเอง

อัษฎา – “ไม่รู้ว่าควรจะพูดว่าตัวเองเป็นนายแบบที่โกอินเตอร์ได้มั้ยนะครับ เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้มีความสูงระดับมาตราฐานความสูงของนายแบบ (หัวเราะ) แต่ว่าน่าจะเป็นลักษณะของการได้ลองที่จะชาเลนจ์ตัวเอง ลองผลักดันตัวเองให้ไปสู่ตลาดใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นในยุค 90s ก็จะเป็นยุคที่ผมเริ่มมีงานหลากหลายเยอะมากในเมืองไทย แล้วในเวลานั้นผู้ใหญ่ที่ดูแลให้โอกาสการทำงานในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นละคร หรือว่าคนที่เป็นที่ปรึกษางานในวงการ ต่างก็ทักท้วงในสิ่งที่ผมกำลังตัดสินใจ มีความคิดลองทำงานอีกศาสตร์ในต่างประเทศ ทั้งๆ ที่เส้นทางบันเทิงของผมที่เมืองไทย งานด้านการแสดงกำลังไปได้ดีมาก แต่มันมีแรงจูงใจบางอย่างที่ผลักดันให้ผมรู้สึกถึงสิ่งที่ผมอยากลองนั้น และกล้าที่จะเดินออกจากเซฟโซน มันจะทำให้เราได้เรียนรู้ที่จะโตขึ้น นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจไปลองอะไรใหม่ๆ ที่ต่างออกไป ยุคนั้นมันไม่เหมือนยุคนี้เลยครับ ซึ่งยุคนี้เด็กรุ่นใหม่มีความสามารถมากๆ เรียนรู้เร็ว นักแสดงรุ่นใหม่ๆ หรือว่าคนในวงการเค้าจะ Multitalented คือมีความสามารถรอบด้าน ร้องเพลงได้ แสดงได้ เป็นนายแบบได้ ในยุคของผมที่เริ่มสู่วงการบันเทิง ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ทุกอย่าง เมื่อผมอยากจะเติบโตในสายงานที่ตัวเองมีเป้าหมาย มันก็ต้องลองที่จะผลักดันตัวเอง เปิดโอกาสตัวเองเพื่อให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ในสายงานที่อยากจะเดินไป ตอนนั้นผมมีความฝันที่อยากจะเติบโตในสายงานพิธีกร แต่ก่อนที่จะได้รับโอกาสงานด้านพิธีกร ก็มีความคิดที่จะปูทางด้วยการลองเข้าไปเซิร์ฟวอร์มการเป็นนายแบบก่อน เพื่อในตัวเองมีประสบการณ์เสริมความมั่นใจ และสื่อตัวเองออกไปในงานหลายแขนงของศาสตร์ด้านศิลป์ ค่อยต่อยอดงานพิธีกรในอนาคตครับ”

 

-||-

 

ส่งต่อประสบการณ์ด้วยการเปิดบริษัทดูแลศิลปิน

อัษฎา – “ใช่ๆ คือตอนที่อยู่สิงคโปร์มันเป็นช่วงเวลาหนึ่ง ที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น น่าจะสักราว 6-7 ปี ของการเป็น “วีเจอั๊ต” MTV Asia นอกจากการเป็นวีเจขณะนั้น ได้มีโอกาสแสดงความสามารถในด้านอื่นๆ ด้วย ผมเริ่มมีงานแสดงซี่รี่ส์ งานภาพยนตร์เข้ามา เวลานั้นได้เรียนรู้อะไรเยอะเลย ในช่วงเวลาที่ผมอยู่ในวงการบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่เมืองไทย หรือการทำงานที่สิงคโปร์ ทำให้ผมเข้าใจในตัวตนของคนมากขึ้น ในฐานะที่ผมเองก็เป็นศิลปิน เข้าใจวิธีการที่เราจะดูแลทั้งตัวเองและศิลปินในสังกัดด้วยรูปแบบอย่างที่เราเป็น นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมอยากเปิดบริษัท เพื่อต้องการแชร์ประสบการณ์ของตัวเองกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ก้าวสู่วงการบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ คีร์ลัดสู่งานด้านบันเทิง

ด้วยความที่เราเห็นโอกาสและความต้องการของตลาด ในฐานะที่ผมมีโอกาสไปสู่จุดที่เป็นฝันของใครหลายคน ได้เรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ มาพอสมควร ทำไมเราถึงจะไม่ทำให้เกิดขึ้นโดยเป็นรูปธรรมในรูปแบบบริษัทล่ะ เพื่อเป็น short cut นำพาน้องๆ ไปสู่ฝันโลกใบใหม่ที่ใหญ่ขึ้น และพวกเขาจะได้เรียนรู้วิชาจากเรา ผมเองมีความคิดในเชิงต่อยอดดั่งสะพานที่นำพาความฝัน ความสามารถ ความเป็นอัตลักษณ์ของคนไทย โกอินเตอร์เติบโตในตลาดต่างแดน นำความเป็นไทยสู่สากล ในเมื่อเรามีความสามารถที่จะดูแลเทคแคร์ แนะแนว และปกป้องผลประโยชน์ให้กับศิลปินของเรา ซึ่งนี่เองที่เป็นเหตุผลของการคิดทำบริษัท Artist Management ก่อนนี้เคยเปิดบริษัทโปรดักชันมาก่อน ตอนนั้นจำได้ว่า ทาง MTV Asia กำลังมองหาโปรดักชันเฮ้าส์ในเมืองไทย เพื่อที่จะเป็นฐานการผลิตรายการ MTV ในประเทศไทย ก่อนที่จะมี MTV Thailand และ Channel V Thailand เวลานั้นสถานีโทรทัศน์ช่อง ITV เป็นสถานีที่โด่งดังมาก ทางทีมหาสล็อตเวลาเพื่อการผลิตรายการ MTV ผมเลยคุยกันกับเพื่อนร่วมเปิดบริษัทรองรับงานผลิต ครั้งนั้นถือเป็นประสบการณ์แรกของการบริหารบริษัทที่เป็นของตัวเอง คนทั่วไปส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ในพาร์ทนี้ของผม ในการทำงานเบื้องหลังเป็นผู้ผลิตงานโปรดักชันด้วย ไม่ใช่เพียงแต่ทำงานเบื้องหน้าเท่านั้น ผมจบการศึกษาทางด้านนิเทศศาสตร์ เอกโฆษณา จากมหาวิทยาลัย ABAC ทำให้มีพื้นฐานการทำงานเบื้องหลังโดยตรงนี้อยู่แล้ว สำหรับผมจึงไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ ในการผันตัวมาทำงานเบื้องหลัง เมื่อชีวิตมาถึงจุดที่เราได้นำเอาความรู้ ความสามารถ ความถนัด งัดออกมาใช้ผนวกเข้ากับประสบการณ์ทำงานจริงของเบื้องหน้าด้วย เป็นข้อดีที่ทำให้เข้าถึงวิธีการทำงานของทั้งสองรูปแบบนำมาผสมผสานปรับใช้ สู่ผลงานคุณภาพด้วยความสร้างสรรค์ ก่อนที่จะเปิดบริษัทดูแลศิลปินที่สิงคโปร์ครับ”

-||-

 

ฝันให้ไกลไปให้ถึงของ “อั๊ต – อัษฎา

อัษฎา – “ฝันให้ไกลไปให้ถึงสำหรับผม มันผสมผสานความพอเพียงด้วยนะครับ เพราะว่าจริงๆ รู้สึกว่าทุกสเตทของชีวิต เราจะมีความคิดและลงมือทำก่อนคนอื่นเสมอ แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่รู้สึกว่าพอก็คือพอ ทั้งที่ก็รู้ว่าในแต่ละเส้นทาง ถ้าไปให้มันสุดกว่านี้ มันก็ยิ่งประสบความสำเร็จได้มากกว่านี้ ผมก็ยังมีความขัดแย้งในตัวเองบางครั้ง นั่นอาจเป็นเพราะลึกๆ แล้วไม่อยากสูญเสียความเป็นตัวตน เพราะรู้สึกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปไกลเกินไป เราก็จะสูญเสียความสุขที่แท้จริงของเราไป ซึ่งความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกันนะครับ นี่อาจจะเป็นคติของตัวผมเอง ที่รู้สึกว่าพอเมื่อมาถึงจุดหนึ่ง อิ่มตัวในแบบฉบับที่ตัวเองพอใจ ก็จะลองอะไรใหม่ๆ ต่อไปครับ”

 

-||-

 

เป้าหมายใหม่ที่ใหญ่ขึ้น

กับบทบาท Head office True Digital

อัษฎา – “ปัจจุบันผมรับตำแหน่ง Head of Contents บริหารงานให้กับTrue ID ซึ่งเป็นแอปพลิเคชัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการทำงานเบื้องหลังอย่างเต็มตัว อย่างที่เคยแชร์ไปแล้วนะครับ แต่สำหรับโอกาสให้ได้รับจากผู้ใหญ่ใจดี หลังจากหมดสัญญากับทาง MTV Asia คิดอยากกลับมาใช้ชีวิตเมืองไทย เพื่อดูแลป๊ากับแม่ ตอนนั้นเป็นช่วงที่ตั้งใจกลับมาบวชที่เมืองไทย หลังจากช่วงชีวิตที่ขาดหายจากสังคมเมืองไทยถึง 7 ปีที่เป็น “วีเจอั๊ต” MTV Asia สิงคโปร์ เมื่อย้อนไปเมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมา เวลานั้น “คุณอ้อย – ม.ล.นันทิกา” ท่านเป็น VP ของบางกอกแอร์ ปัจจุบันท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว ท่านเป็นคนที่ให้โอกาสผมทำงาน เพราะในเวลานั้นท่านรู้ว่าผมอยู่ที่สิงคโปร์นานมาก ก่อนที่คุณหมอประเสริฐจะลอนช์สถานีโทรทัศน์ PP TV ตอนนั้นท่านได้ลอนช์ช่องหนึ่งใน True ที่ชื่อว่า IN Channel เป็นช่องภาษาอังกฤษผลิตด้วยคนไทย คุณอ้อยได้ติดต่อผมด้วยอยากได้คนที่มีวิชั่น มีประสบการณ์ทำงานในแบบคนไทยในต่างแดน คุณอ้อยเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มักคิดและทำอะไรที่ไม่เหมือนใคร ท่านเป็นคนคิดนอกกรอบ out of the box แล้วเป็นหนึ่งในคนที่ผมยกย่องให้เป็นดั่งครูในชีวิตผมด้วย ท่านบอกอยากให้ผมมาดูแลในส่วนของทีมคอนเทนส์ทางด้านเอนเตอร์เทนเมนท์ เวลานั้นผมคิดและบอกกับท่านว่า ผมไม่เคยทำงานบริษัทมาก่อนเลย และนี่ก็เป็นสถานีโทรทัศน์อีกด้วย ผมไม่รู้ว่าผมจะสามารถทำได้มั้ย ผมเคยทำแต่โปรดักชันสเกลเล็กในรายการเล็กๆ ท่านบอกผมว่า ถ้าคุณไม่กล้า! แล้วเมื่อไหร่คุณจะกล้า คุณยังกล้าใช้ชีวิตที่ต่างประเทศคนเดียวได้เลย ด้วยคำพูดประโยคสั้นๆ แต่ทำให้รู้สึกประทับใจและรู้ว่าท่านมองผมทะลุไปถึงข้างใน อย่างที่ผมเคยบอกไว้ก่อนนี้ว่าพื้นฐานของผมเคยทำงานมาตั้งแต่ระดับล่างที่ทำทุกอย่าง ทำให้ได้เข้าใจชีวิตและมองเห็นว่าทุกคนมีตัวตน ยิ่งมีครูอย่างคุณอ้อยที่ท่านเข้าใจในตัวตนของเรา เห็นศักยภาพ และเห็นว่าเรามีความสามารถที่จะ take up a challenge นี้ได้

ครั้งนั้นถือเป็นประสบการณ์แรกที่ได้ทำงานเบื้องหลังอย่างเต็มตัว ตอนนั้นสนุกกับการครีเอทรายการเยอะมาก ซึ่งในความเป็นจริงสำหรับเมืองไทย ภาษาอังกฤษถึงจะไม่ได้เป็นภาษาแม่ก็จริง แต่ผมก็มีความตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้นำเอาสิ่งที่ผมสามารถแชร์ประสบการณ์กับผู้ติดตามรายการ เมื่อคุณหมอประเสริฐท่านมองการณ์ไกล ท่านรู้สึกว่ารูปแบบรายการลักษณะนี้ช่างท้าทาย รายการโทรทัศน์ที่เป็นภาษาอังกฤษสำหรับคนไทยในเวลานั้นยังเป็นสิ่งที่ใหม่มาก และการที่ผมได้ใช้ชีวิตอยู่ที่สิงคโปร์พักใหญ่ ผมได้นำประสบการณ์ทั้งหมดของตัวเองมาสอนน้องๆ อีกทั้งยังต่อยอดในการดูแลบริษัทของตัวเอง Artist Management ด้วยการส่งเสริม Talent ของศิลปินที่มีความสามารถรอบด้านในเมืองไทย ให้เค้าเติบโตยิ่งขึ้นไป ยกระดับสู่อินเตอร์ และด้วยประสบการณ์ 2 ปีกับ Joox แอปพลิเคชั่นเพลงเบอร์หนึ่งของเมืองไทย ที่ผมได้มีส่วนร่วมในการครีเอทคอนเทนส์ ทำโปรดักชัน และแน่นอนว่าการเติบโตมาจากยุค 90s และสายเพลงมันซึมซับอยู่ในสายเลือด ทั้งอาชีพวีเจกว่าสิบปี ผนวกกับการซึมซับในคอนเทนส์เพลงด้วย ได้นำมาสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ ให้แอปน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไป พฤติกรรมเราก็เปลี่ยนตาม เราไม่ได้ต้องรีบกลับบ้านไปเฝ้าหน้าจอทีวีแล้ว ส่วนใหญ่คนใช้สมาร์ทโฟนเพียงใช้ปลายนิ้วคลิกที่แอป อยู่กับแท็บเล็ต และการสื่อสารที่รวดเร็วฉับไวทันใจ คอนเทนส์เพลงก็เช่นกัน ต้องทำให้เข้าถึงง่ายเข้ากับยุค Digital Transformation และขณะนี้ที่ True ID เป็นงานสเกลที่ใหญ่ขึ้นมากเป็นคอนเทนส์รอบด้าน ทั้งกีฬา ทราเวล มิวสิค ภาพยนตร์ และอีกมากมาย มีทั้งคอนเทนส์พาร์ทเนอร์ Live TV และเรื่องราวของทุกผลิตภัณฑ์ในเครือของ True ไม่ว่าจะเป็น TrueMoney Wallet, True Privilege ทั้งหมดเมื่อกลับมาย้อนดูในแต่ละสเตทของชีวิต มักจะมีเรื่องให้ได้ชาเลนจ์ตัวเองเสมอ และได้มุมมองความคิดใหม่ๆ เติบโตเกิดขึ้น สิ่งที่ทำให้เราเกิดความไม่มั่นใจ จนเกิดความกลัววิตกกังวลโดยที่ยังไม่ได้ลงมือทำ เราจะไม่มีวันได้เรียนรู้เลย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมอยากลองทำอะไรที่ท้าทาย ชาเลนจ์ตัวเอง และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผมอยู่ตรงนี้ครับ”

 

-||-

 

แนวโน้มทิศทาง Digital Transformation

อัษฎา “ถ้าให้พูดเป็นภาพรวมของ Digital Transformation กับผู้บริโภค Audience ในยุคสมัยนี้ เราต้องเสิร์ฟ ต้องเข้าใจ และเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค มันต้องรวดเร็วทันใจที่ต้อง Serve a purpose ไม่ว่าจะอยากดูหนัง ฟังเพลง หรือใช้ออนไลน์แบงก์กิ้ง มันเป็นไลฟ์สไตล์ของคนยุคนี้จริงๆ ส่วนตัวเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ก็เมื่อนึกถึงป๊ากับแม่ของผมเองนะครับ มันมีช่องว่างระหว่างคนยุคใหม่กับคนยุคเก่า ยุคคาบเกี่ยวพ่อแม่ของพวกเรา เค้าก็ยังดูทีวี พอสมาร์ทโฟนหรือเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตผู้คนมากขึ้น คนยุคเก่าก็พยายามปรับตัวเพราะลูกหลาน ในการเชื่อมโยงสื่อสารถึงกัน คนรุ่นใหม่สอนคนรุ่นเก่าใช้อุปกรณ์ แชทผ่านแอปไลน์ หรือเฟซบุ๊ก มีกิจกรรมส่งภาพสวยๆ ทักทายเพื่อนฝูง ลูกหลานประจำวัน Have a nice day, สวัสดีวันต่างๆ มันเป็นวิถีที่ทำให้เห็นว่า Gen เก่า เค้ามีความพยายามเรียนรู้ที่จะใช้เครื่องมือสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดบางอย่าง

การเรียนรู้อาจไม่ได้เกิดขึ้นรวดเร็วในคนบางกลุ่มแต่ก็มีความพยายาม เพราะกลายเป็นเครื่องมือจำเป็นของการใช้ชีวิตอยู่ในยุคปัจจุบัน แต่ทำให้เห็นความสำคัญของ ดิจิทัล เอจ (Digital Age) ว่ามันสำคัญแค่ไหน โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ถึงแม้จะมีเปอร์เซ็นต์คนยุคเก่าที่ยังไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนัก แต่ด้วยสังคมและสภาวะรอบตัวที่เปลี่ยนไป ไลฟ์สไตล์และวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ค่อยๆ ถูกปรับไปโดยอัตโนมัติ ช่องว่างที่ใหญ่ก็จะเล็กลงค่อยๆ เชื่อมถึงกัน คนยุคเก่าเรียนรู้และใช้งานในแบบที่เค้าเป็น แต่ถ้าถามว่าคนในยุค Digital Transformation ต้องการอะไร คือทุกคนมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ตลาดของ Digital Transformation จึงกว้างมาก มันเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่งเลย อย่างเช่น สมัยก่อนเมื่อต้องการทำธุรกรรมทางการเงิน ต้องไปยืนต่อคิวยาวที่ธนาคาร ยุคสมัยนี้ธนาคารเริ่มปรับตัว เพิ่มทางเลือกการบริการให้สะดวกและง่ายต่อการเข้าถึงของลูกค้า ด้วยออนไลน์แบงก์กิ้ง ธนาคารสาขาแบบ stand alone จะค่อยๆ ลดบทบาทลง จากที่เราอาจจะไม่ต้องการใช้บริการออนไลน์แบงก์กิ้ง แต่เมื่อแนวทางของโลกเปลี่ยนไป ดิจิตอลเข้ามามีความสำคัญ เราคงเข้าสู่บริการออนไลน์แบงก์กิ้งในสักวัน ความรวดเร็วทันใจง่ายแค่ปลายนิ้วคลิกแบบนี้ เป็นแนวทางจากนี้สู่อนาคตที่เกิดขึ้นจากความคิด ความต้องการความสะดวกสบายของมนุษย์นี่ล่ะ ดังนั้นเป็นโอกาสสำหรับทุกธุรกิจในยุคนี้”

 

-||-

 

แพลทฟอร์มใหม่ๆ เกิดขึ้นรวดเร็ว

อัษฎา – “แพลทฟอร์มในยุคดิจิทัลมีใหม่ตลอดเวลานะครับ จะเห็นได้ว่าเป็นช่วงเวลาและโอกาสของสตาร์ทอัพ คนรุ่นใหม่ที่คิดทำธุรกิจ ปัจจุบันเป็นยุคของคน Gen Y, Gen Millennium และ Gen ใหม่ๆ ทั้งหลาย พวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และรู้ว่าตลาดต้องการอะไร จึงมีธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นทางออนไลน์ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายของเขา หรือแม้แต่วงการบันเทิงจะเห็นได้ว่าทุกสถานีโทรทัศน์ ก็มีแอปฯ เป็นของตัวเอง รวมถึง True ID ที่ผมบริหารงานก็เช่นเดียวกัน จำเป็นต้องทำแอปฯ ด้วย จะเห็นได้ว่าเราต้องขยายฐานธุรกิจให้เข้ากับยุคสมัยครับ”

-||-

 

ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นกลัว มาถึงยุคที่ AI พัฒนาสร้างหุ่นยนต์ คนกลัวถูกแย่งอาชีพ

อัษฎา – “สำหรับผมแล้วไม่ว่าเราจะอยู่ในยุคสมัยไหน เราควรมีบาลานซ์ของชีวิตที่ดีควบคู่ไปกับความพอดีครับ การบาลานซ์จะทำให้เรามีความพอดีในทุกเรื่อง แม้เราจะอยู่ในยุคดิจิตอลก็ตาม ส่วนเทคโนโลยี AI ที่คิดค้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการลึกๆ ของมนุษย์ และที่เป็นข่าวการพัฒนาเทคโนโลยี AI จนถึงจุดที่มาช่วยงานมนุษย์ได้จริง และอาจจะมาทดแทนแรงงานหรือแย่งบางอาชีพนั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าห่วงอยู่เหมือนกันนะครับ ความรู้สึกส่วนตัวของผม มนุษย์ก็คือมนุษย์ มนุษย์ไม่ใช่ AI แต่ว่าเราเอาเทคโนโลยี AI มาช่วยเสริมความต้องการของมนุษย์ได้ แม้ว่าผมจะอยู่ในสายงาน Business Digital แต่สิ่งสำคัญเราควรต้องอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับธรรมชาติบ้าง ส่วนตัวผมเป็นคนรักการอยู่ท่ามกลางธรรมชาติมาก บางครั้งต้องดึงตัวเองออกจากโลกไร้พรมแดนนี้ ออกจากการเสพสื่อต่างๆ บนโลกออนไลน์ที่มากไป เพี่อที่จะอยู่กับความเป็นจริงของชีวิต คนในยุคสมัยนี้ทุกคนต่างก้มหน้าอยู่กับมือถือ อยู่กับโลกออนไลน์ ซึ่งมันก็มีความน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย เพราะตราบใดที่เราเสพอะไรที่มากเกินไป มันก็จะไม่ดีกับตัวเองนัก เราต้องหาบาลานซ์ให้เจอ ซึ่งอันนี้ขอฝากไว้ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนเราต้องหาความพอดีให้กับชีวิตครับ”

 

-||-

 

เตรียมความพร้อมสู่ยุค 5G

เทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนชีวิต

อัษฎา – “เทคโนโลยีมันเปลี่ยนชีวิตของคนมาตลอดเลย ไม่ว่าจะเป็น 3G / 4G / 5G ทุก G ที่มันมาก็เป็นตัวแทนของGen ส่วน 5G มาก็เป็นยุคสมัยของ Gen ใหม่ เทคโนโลยีจะเร็วขึ้น เค้าจะมีความเข้าใจโลกในอีกแบบหนึ่ง มันก็กลับมาสู่สิ่งที่ได้แชร์ไปก่อนนี้ว่า อย่างช่องว่างของยุคที่เป็นพ่อแม่ คือเค้าอาจจะไม่เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงสู่ยุคหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาเขาก็ปรับตัวเพื่อให้อยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ได้ในแบบของเขา ก็เหมือนกันกับยุค 5G พอเราเข้าสู่ยุค 5G ทุกอย่างมันก็จะยิ่งเร็วขึ้น ยิ่งทันใจขึ้น มันเป็นธรรมชาติของเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่เราจะทำยังไงให้เข้ากับมัน เราต้องปรับที่ตัวเรา แล้วต้องหาบาลานซ์ชีวิตไปพร้อมๆ กันครับ”

 

-||-

 

เช็คอัพสถานะหัวใจ

พ่อกับแม่เป็นไอดอลของความรัก

อัษฎา – “ป๊ากับแม่เหรอ (ยิ้ม) อาจจะไม่ได้เป็นไอดอลในเรื่องความรักซะทีเดียวนะครับ เพราะเค้าก็มีทะเลาะกันบ้าง ถ้าย้อนกลับไปสู่คนยุค 90s ยกตัวอย่าง เมื่อเวลามีการงอนหรือไม่เข้าใจกัน ก็ยังมีความอดทนต่อกันสูง จะไม่งอนกันด้วยเรื่องหยุมหยิมแบบทำไมไม่ text หา หรือไปแอบ follow ใครอยู่ ยุคสมัยนี้รู้สึกความอดทนในด้านความรักมันเปลี่ยนไปเยอะนะครับ งอนง่าย เลิกง่าย ดีกันง่าย ซึ่งค่อนข้างน่าเป็นห่วง คู่รักยุคสมัยก่อนเมื่อไม่ได้เจอกันนานๆ แต่ก็เข้าใจกัน นี่คือเปรียบเทียบเรื่อง Gen นะครับ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องหัวใจของผม อาจเป็นเพราะผมเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องความรักหรือเรื่องหัวใจในสาธารณะ ไม่ว่าผมจะทำงานเบื้องหน้าหรือเบื้องหลังเป็นที่รู้จักในสังคมเป็นคนสาธารณะที่ถูกจับตาก็ตาม แต่อย่างน้อยเมื่อเราเลิกงานกลับบ้าน มันก็เป็นพื้นที่ส่วนตัวพาร์ทนั้นเราขอเก็บไว้ เพราะว่าตรงนั้นจะเป็นสิ่งที่หนุนใจเรา ให้เรามีพลังต่อสู้กับทุกวัน จริงๆ นะ มันดันขัดกับอาชีพการงาน ที่ตัวตนผมรักความเป็นส่วนตัว คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า อั๊ต-อัษฎา เป็นคนที่ร่าเริงชอบปาร์ตี้ ตรงนี้ล่ะมังครับเป็นเหตุผลที่คนภายนอกไม่เคยรู้พาร์ทเรื่องของหัวใจ”

-||-

 

ผู้หญิงแบบไหนที่ทำให้หวั่นไหวได้

อัษฎา “ผู้หญิงที่อารมณ์ดีครับ เป็นคนที่ไม่ซีเรียส อยู่ด้วยกันมันต้องอยู่แบบมีความสุข จะชอบผู้หญิงที่มีอารมณ์ขันครับผม”

 

-||-

 

ไม่ว่ายุคเก่า ยุคใหม่ ต้องหาสมดุลของความพอดี

ด้วยการบาลานซ์ชีวิต

อัษฎา “ขอเน้นย้ำเรื่องความพอดีของการบาลานซ์ชีวิตอีกครั้งนะครับ ชีวิตคนเราต้องมีบาลานซ์ที่ดีในทุกเรื่อง เราต้องชั่งน้ำหนักด้วยการจัดสรรเวลาให้กับทั้งงานและเวลาส่วนตัว ครอบครัว เพื่อนฝูง การที่เราอยู่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีมันล้ำทันใจเสพข้อมูลได้ง่ายรวดเร็ว แต่เราต้องกรองให้ดีๆ การเปิดรับข้อมูลที่มาเร็วไปเร็ว ตัดสินใจเร็ว มันจะทำให้เกิดการผิดใจกันง่าย มีเรื่องกันง่าย เราอยู่ในยุคสมัยที่น่ากลัวมากจริงๆ เพราะว่ามันเหมือนเป็นยุคที่คนต่างรุมทำร้ายกันผ่านออนไลน์ได้ง่ายๆ  มันก็ไม่ต่างจากการถูกบูลลี่ (Bully) ซึ่งเรื่องนี้ขอฝากว่าจริงๆ แล้ว เราควรก้าวถอยหลังมาก้าวนึง ก่อนที่เราจะเชื่อทุกอย่างบนโลกออนไลน์ที่เป็นเพียงด้านเดียว คือทุกคนสามารถเขียน สามารถที่จะแสดงตัวตนบนโลกโซเชียล ที่เราไม่ได้เห็นหรือรับรู้ความเป็นตัวตนที่แท้จริง อันนี้ล่ะที่อยากจะฝากครับผม”

จากการพุดคุยกันครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงความเติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุกด้านของ “อัษฎา” ที่คงเส้นคงวาเป็นไอดอลขวัญใจแห่งยุค 90s จนถึงปัจจุบัน ไม่เคยห่างหายไปไหน ยังคงฝากผลงานคุณภาพให้พวกเราได้ชื่นชมติดตาม ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังเช่นเดิม หากใครที่ผ่านไปมาเดินเล่นที่ True Digital Park มีโอกาสได้พบเจอทักทายเขาได้อย่างเป็นกันเองแน่นอน เค้าว่ากันว่า “ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ” คงไม่ผิด เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พบกัน เราจะเห็นแววตาและรอยยิ้มอันอบอุ่นกันเอง เสน่ห์ที่ไม่เคยจางหาย ของผู้ชายที่ชื่อ “อัษฎา พานิชกุล” คงอยู่ในใจเราที่เดิม

 

-||-

 

หายคิดถึงกับ “อัษฎา” ส่งต่อภาพถ่ายพร้อมลายเซ็นให้แฟนๆ 

AROUND ONLINE x UTT

AROUND ONLINE x UTT  จัดให้แฟนๆ ของ “อัษฎา” และ แฟน AROUND ลุ้นรับภาพถ่าย ขนาด 9″ x 12″ พร้อมลายเซ็น จำนวน 2 รางวัล ที่ “อัษฎา” บรรจงเซ็นให้แฟนๆ ด้วยความรักและคิดถึง เป็นตัวแทนคำขอบคุณที่รักกันเหนียวแน่น เพียงร่วมสนุกและปฏิบัติตามกติกา บนหน้าเพจเฟซบุ๊ก AROUND Magazine ดังนี้

1.> กด Share โพสต์นี้ไปที่ Facebook ของคุณ เปิดแบบสาธารณะ
2.> หาคำตอบจากบทความนี้ (ความเก๋าที่ไม่มีวันเก่า เสน่ห์ของยุค 90s ในความทรงจำของ “อั๊ต-อัษฎา” ที่ฮอตฮิตและเคยสะสม คืออะไร?) พร้อมตอบคำถามโดยพิมพ์คำตอบใต้โพสต์นี้ ที่เพจของ AROUND Magazine เท่านั้น
3.> กดติดตาม Instagram : @around_magazine
4.> Add Line เป็นเพื่อนกับเรา : @aroundmagazine
 
**ทำตามกติกาให้ครบถ้วนทั้ง 4 ข้อ
**ทีมงานจะสุ่มจับฉลากผู้โชคดี
**ประกาศผล วันที่ 27 กันยายน 2562 ทางหน้าเพจเฟซบุ๊ก ของ AROUND Magazine

Photo Credit : Instagram @whatheutt | Picdeer.com

 

AROUND Magazine นิตยสารรายเดือน ที่นำเสนอสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวด้วยมุมมองใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือก แรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิตสำหรับคนเมือง เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นคู่มือการใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่ศิวิไลซ์ให้รื่นรมย์และสนุกกับการตามติดเทรนด์ สุดทันสมัยอยู่ตลอดเวลา