TOP

Taiwan Lantern Festival 2019 เที่ยวงานโคมไฟ เดินเล่นในแดนใต้

ประเทศไต้หวัน นับว่าจุดหมายปลายทางที่ติดอันดับในใจของใครหลายคน ด้วยการเดินทางที่สะดวกง่ายดาย ใช้เวลาไม่นาน แต่กลับเต็มไปด้วยความสวยงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรมอันหลากหลายให้ได้สัมผัส เช่นเดียวกับย่านช้อปปิ้งและอาหารการกินที่มีให้เลือกตามรายทาง จึงทำให้เราสามารถเดินทางไปเยือนได้ซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบไม่รู้เบื่อ

ยิ่งครั้งนี้เป็นการเดินทางที่พิเศษกว่าครั้งไหนๆ เพราะนอกจากเราจะได้เข้าร่วมชมงานเทศกาลโคมไฟ Taiwan Lantern Festival 2019 ที่จัดขึ้น ณ เมืองผิงตง แล้ว ยังจะได้เปลี่ยนบรรยากาศท่องเที่ยวมาสัมผัสความสวยงาม แหล่งท่องเที่ยว และวิถีชีวิตของผู้คนทางตอนใต้ของประเทศไต้หวันที่เมืองเกาสง ผิงตง และไถหนัน ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของเกาะไต้หวันด้วย โดยเราสามารถนั่งเครื่องบินมาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติเกาสงโดยตรง หรือจะเดินทางมาจากเมืองไทเปด้วยรถไฟความเร็วสูง HSR ที่ใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมงก็ได้เช่นกัน

 

เปิดประตูสู่โลกใต้น้ำ

เมืองเกาสงเป็นเมืองท่าซึ่งตั้งอยู่ติดกับชายทะเล จึงเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติด้านชีววิทยาทางทะเลและสัตว์น้ำ หรือ National Museum of Marine Biology & Aquarium ที่ถือเป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งชาติด้านชีววิทยาทางทะเลแห่งแรกของไต้หวัน อีกทั้งยังเป็นสวนน้ำกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของประเทศด้วยขนาดพื้นที่ประมาณ 968,100 ตารางเมตร เปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ปี 2000 ภายในมีการจัดแสดงนิทรรศการแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักๆ

คือ น่านน้ำของไต้หวัน (Waters of Taiwan), ศาลาปะการัง (Coral Kingdom Pavilion) และโลกใต้น้ำ (World Waters Pavilion) นอกจากนี้ยังมีอุโมงค์ใต้น้ำที่เคยครองตำแหน่งขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียด้วยทางเดินระยะทาง 81 เมตร สำหรับจัดแสดงสัตว์น้ำนานาชนิด และใช้เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสโลกใต้ทะเลในตอนกลางคืนได้มาค้างคืนเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของสัตว์น้ำอีกด้วย

 

ชมแสงสีงานโคมไฟ

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเทศกาลใหญ่ที่นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศต่างรอคอยที่จะได้ชมความยิ่งใหญ่และสวยงามของโคมไฟในรูปแบบต่างๆ เพราะนอกจากจะเป็นเทศกาลที่จัดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 30 ปีแล้ว การสร้างสรรค์โคมไฟในเป็นรูปต่างๆ นั้นเกิดขึ้นจากฝีมือ ความทันสมัย เทคโนโลยี และศิลปะวัฒนธรรมของ 16 ชนเผ่าพื้นเมืองของไต้หวันไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ทั้งยังสื่อความหมายที่เป็นดั่งคำอวยพรมอบให้แก่ผู้มาเยือน สำหรับงานโคมไฟนี้โดยปกติจะจัดขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้าย ตามปฏิทินจันทรคติจีน  ซึ่งตรงกับวันที่ 19 กุมภาพันธ์ – 3 มีนาคมในปีนี้ และผู้ที่รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการจัดงานปีนี้คือ มณฑลผิงตง (Pingtung) ซึ่งอยู่ใต้สุดของเกาะไต้หวัน แบ่งสถานที่จัดงานแสดงออกเป็น 3 แห่ง ได้แก่ อ่าวต้าเผิง, อำเภอตงก่าง และ เมืองผิงตง โดยโคมไฟหลักใหญ่ที่สุดอยู่ที่ อ่าวต้าเผิง

ไฮไลต์ของงานในปีนี้อยู่ที่โคมไฟหลัก ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนจากโคมไฟตามปีนักษัตร เป็น “ปลาทูน่ายักษ์ร่ำรวย” ที่เป็นสินค้าส่งของที่สำคัญของเมืองแห่งนี้ นำเสนอประสบการณ์รูปแบบใหม่ ทั้งแสง สี เสียง และภาพที่ผู้เข้าร่วมงานทุกคนจะได้สัมผัส สื่อถึงการมีเหลือกิน เหลือใช้ เงินทองเหลือเก็บ เปรียบเสมือนตัวแทนของเมืองที่อวยพรให้ทุกสิ่งทุกอย่างปลอดภัย ทุกชีวิตมีสีสัน เช่นเดียวกับแสงของโคมไฟที่ส่องสว่าง ร่วมด้วยโคมไฟรองอีกหลากหลายรูปแบบและสวยงามไม่แพ้กัน  นอกจากนี้ภายในงานยังมีการแสดงอื่นๆ อีกมากมายให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมชมอย่างเพลิดเพลิน เช่น การแสดงบนผืนน้ำอุปรากรมหาสมุทร การแสดงพลุดอกไม้ไฟ และการบินโดรนเป็นรูปต่างๆ วาดลวดลายบนท้องฟ้า พร้อมด้วยอาหารหลากหลายรสชาติความอร่อยในแบบฉบับไต้หวันมาเสิร์ฟให้ถึงที่

 

เรียนรู้วัฒนธรรมพื้นเมือง 16 ชนเผ่า

นอกเหนือจากสีสันและความสวยงามของโคมไฟแล้ว การเดินทางมายังไต้หวันครั้งนี้เรายังได้เรียนรู้วัฒนธรรมและสัมผัสวิถีชีวิตของทั้ง 16 ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไต้หวันที่ Taiwan Indigenous Peoples Cultural Park สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเปิดให้บริการมากว่า 30 ปีแล้ว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมชนเผ่าให้เป็นที่รู้จัก ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันร่มรื่นเขียวขจี เมื่อไปถึงจะมีการแสดงต้อนรับบริเวณทางเข้า

ก่อนจะมีรถนำพาเราไปยังโซนการแสดงภายในอาคาร มีพื้นที่กว้างขวาง พร้อมด้วยนักแสดงเกือบ 20 ชีวิตที่แต่งตัวตามประเพณีของแต่ละชนเผ่าออกมาวาดลวดลายและสีลาการเต้นที่แตกต่างกันออกไป สำหรับใครที่มีเวลาเหลือสามารถแวะเที่ยวชม Shanchuanliulidiao Bridge สะพานแขวนซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจาก Taiwan Indigenous Peoples Cultural Park เท่าไหร่นัก ซึ่งจุดเด่นของสะพานแห่งนี้คือ บริเวณราวสะพานจะมีการประดับตกแต่งด้วยลูกปัดที่ทำจากแก้วลวดลายต่างๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า Paiwan ซึ่งอาศัยอยู่ในแถบนี้

 

สตรีทอาร์ทแห่งใหม่ ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

ไม่ว่าคุณจะเป็นสายอาร์ทหรือไม่ หากมีโอกาสได้มาเยือนเกาสงแล้วต้องไม่พลาดมาเดินเล่น ถ่ายรูปอัพเดตโปรไฟล์ที่ Weiwuying Street Art Village จุดท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ตั้งอยู่ในย่าน Lingya เมืองเกาสง ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่คนไต้หวันเป็นอย่างดีว่าเป็นหมู่บ้านจิตรกรรมฝาผนังที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวัน

เมื่อไปถึงสิ่งแรกที่ปรากฏสะดุดสายตาคือ ภาพของชั้นวางหนังสือสีสันสดใสขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งตระหง่านเรียกร้องความสนใจแก่บรรดาผู้ที่เดินผ่านไปมาให้ต้องหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพอย่างไว และเมื่อเดินตามเส้นทางไปเรื่อยๆ ก็จะได้พบกับงานเขียนอีกมากมายที่ตั้งอยู่ตามซอกซอย สามารถเดินถ่ายรูปเพลินๆ ได้เป็นชั่วโมงเลยทีเดียว และที่นี่เองเราก็ได้พบกับงานเขียนอันเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินชาวไทยอย่าง Rukkit ด้วยเช่นกัน

 

ดื่มด่ำเสน่ห์ความโบราณ

2 จุดท่องเที่ยวสุดท้ายที่เราได้มีโอกาสเดินทางมาสัมผัสในการเดินทางครั้งนี้ตั้งอยู่ในเมืองไถหนัน ซึ่งเคยเป็นเหมืองหลวงเก่าแก่ของไต้หวัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เมืองนี้จะเต็มไปด้วยสถานที่ซึ่งยังคงทิ้งร่อยรอยของความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ไว้ เช่น  Anping Tree House หรือ บ้านต้นไม้แห่งอันผิง ซึ่งหากย้อนกลับไปกว่าสองร้อยปีที่แล้ว พื้นที่บริเวณนี้คือบริษัทการค้าและศูนย์กระจายสินค้า โดยหลายชาติที่เข้ามามีบทบาทในแผ่นดินไต้หวันต่างได้ครอบครองบริเวณแห่งนี้ตั้งแต่อังกฤษไปจนถึงญี่ปุ่น ก่อนจะถูกปล่อยให้รกร้างจนธรรมชาติค่อยๆ เข้ามาแทนที่ จนเมื่อ ค.ศ. 1979 พื้นที่บริเวณนี้ได้กลับมาสู่การดูแลของทางไต้หวัน จึงมีการปรับเปลี่ยนตึกรกร้างที่ต้นไทรได้เข้ามายึดครองสิ่งก่อสร้างหลังนี้ให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะ ภายในประกอบด้วยส่วนพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การค้า แบบจำลองระบบน้ำในอดีต และสถานที่จำหน่ายของที่ระลึก

เช่นเดียวกับ Ten Drum Cultural Village ที่หยิบเอาร่องรอยความเป็นมาในอดีตมาผสมผสานเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จากเดิมที่เคยเป็นโรงงานอายุกว่า 80 ปี ที่ต้องปิดตัวลงด้วยพิษเศรษฐกิจเมื่อปี 2003 ก่อนที่ Ten Drum กลุ่มนักดนตรีพื้นถิ่นที่สร้างศิลปะการแสดงและดนตรีโดยชูวัฒนธรรมที่โดดเด่นของเมืองไถหนันนั่นคือการตีกลอง ได้เข้ามาชุบชีวิตพื้นที่แห่งนี้อีกครั้ง โดยศิลปินกลุ่มนี้ได้เข้ามาเป็นเจ้าของโรงงานน้ำตาลแห่งนี้เมื่อปี 2005 และดัดแปลงให้กลายเป็นหมู่บ้านทางวัฒนธรรมและลานกิจกรรมสร้างสรรค์อเนกประสงค์ ที่ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างโรงงานเก่า

ภายในพื้นที่กว่า 47 ไร่นี้เต็มไปด้วยเครื่องเล่นและกิจกรรมมากมายที่พร้อมจะมอบความบันเทิงให้แก่ผู้มาเยือน ทั้งสไลเดอร์แบบใสที่สูงที่สุดในไต้หวัน ห้องเรียนตีกลอง ทางเดินลอยฟ้า ทางเดินต้นไม้ สนามเด็กเล่น คาเฟ่ รวมไปถึงสุดยอดไฮไลต์ที่พลาดไม่ได้คือ โรงละครที่เกิดจากการดัดแปลงโรงงานขนาดใหญ่ให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับทำการแสดงของกลุ่มศิลปิน Ten Drum ซึ่งยังคงมีชิ้นส่วนและโครงสร้างของโรงงานน้ำตาลปรากฏอยู่พร้อมต่อเติมให้กลายเป็นเวทีสุดอลังการ

*ขอขอบคุณสำนักงานการท่องเที่ยวไต้หวัน ผู้สนับสนุนการเดินทาง

AROUND Magazine นิตยสารรายเดือน ที่นำเสนอสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวด้วยมุมมองใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือก แรงบันดาลใจ ในการใช้ชีวิตสำหรับคนเมือง เทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพื่อตอกย้ำถึงความเป็นคู่มือการใช้ชีวิตในเมืองหลวงที่ศิวิไลซ์ให้รื่นรมย์และสนุกกับการตามติดเทรนด์ สุดทันสมัยอยู่ตลอดเวลา